ฎีกา (๑) (๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒)

ฎีกา (๑)

          ฎีกา มาจากคำในภาษาบาลีว่า ฏีกา (อ่านว่า ตี-กา) ฎีกาเป็นชื่อประเภทหนังสือที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายคัมภีร์อรรถกถาหรือคัมภีร์ภาษาบาลีอื่นที่แต่งขึ้นสมัยหลัง เช่น ฎีกาวิสุทธิมรรค (อ่านว่า ดี-กา-วิ -สุด-ทิ -มัก) เป็นฎีกาที่อธิบายคัมภีร์วิสุทธิมรรค.  ฎีกาคาถาพาหุง เป็นฎีกาที่อธิบายคาถาพาหุง.

          ในภาษาไทยนอกจากจะมีความหมายตามภาษาบาลีแล้ว ฎีกา ยังมีความหมายอื่นอีกหลายความหมาย ความหมายแรกหมายถึง คำร้องทุกข์ที่ราษฎรผู้ใดผู้หนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ เช่น ขุนช้างถวายฎีกาแด่พระพันวษาเพื่อร้องทุกข์เรื่องพระไวยลอบขึ้นเรือนลักพานางวันทอง. ความหมายที่ ๒ เป็นคำเรียกศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศไทย ว่า ศาลฎีกา. ความหมายที่ ๓ หมายถึง ฟ้องให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินมาแล้ว แต่คู่กรณียังไม่ยอมรับ หรือกฎหมายกำหนดว่าคดีนั้นจะต้องฎีกา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กิเลสมาร (๙ กันยายน ๒๕๕๒)

กิเลสมาร

          คำว่า กิเลสมาร (อ่านว่า กิ -เหฺลด-มาน) มาจากคำว่า กิเลส กับ มาร รวมกัน.

          กิเลส คือ คำรวมสำหรับเรียกความรู้สึกหรืออำนาจฝ่ายต่ำของจิตใจซึ่งเป็นแรงผลักดันให้คนสร้างอกุศลกรรมทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นสิ่งที่แปดเปื้อนจิตและทำให้จิตเศร้าหมอง. ส่วน มาร แปลว่า ผู้ฆ่า

          พระพุทธศาสนาเปรียบเทียบกิเลสว่าเป็นมาร จึงใช้ว่า กิเลสมาร แปลว่า กิเลสซึ่งเป็นผู้ฆ่า หมายความว่า กิเลสนั้นเป็นเหมือนมารหรือผู้ฆ่าความผ่องใสแห่งจิต ทำให้จิตของบุคคลเศร้าหมอง เป็นอุปสรรคไม่ให้บุคคลเกิดปัญญาคิดหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ พระพุทธศาสนามีทัศนะว่า ปุถุชนทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้ที่มีกิเลสมารครอบงำจิต จิตนั้นก็จะหม่นหมอง และผู้เป็นเจ้าของจิตจะเป็นทุกข์ หากกำจัดกิเลสมารออกจากจิตเสียได้เช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลาย จิตจะใสประดุจกระจกที่ปราศจากรอยแปดเปื้อน จิตก็จะอยู่ในภาวะเบิกบานดังที่เรียกเป็นศัพท์ทางพระพุทธศาสนาว่า จิตเกษม (จิด-กะ -เสม)

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลำไย (๓๐ กันยายน ๒๕๕๒)

ลำไย

          ลำไย สันนิษฐานว่าเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีนว่า หลงเหยี่ยน แปลว่า นัยน์ตามังกร ลำไยเป็นไม้ต้น ผลกลมออกเป็นพวง เปลือกสีน้ำตาลเหลือง เมล็ดกลมดำเป็นมัน เนื้อผลมีรสหวานจัด ชาวจีนเชื่อว่าผลมีสรรพคุณทางยา ทำให้มีกำลัง แก้อาการอ่อนเพลียหรือเมื่อยล้าจากการทำงาน ช่วยบำรุงม้าม หัวใจ แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยให้เลือดลมเดินได้ดี เป็นยากล่อมประสาทอ่อน ๆ แก้อาการนอนไม่หลับ และช่วยฟื้นฟูความจำ.

          ลำไยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมีในประเทศจีนตอนใต้แถบมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง เสฉวน และไหหลำ ต่อมาแพร่ขยายไปทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีลำไยป่าอยู่ทั่วไปแล้ว ส่วนพันธุ์ที่ปลูกแพร่หลายในภาคเหนือเป็นพันธุ์ที่ชาวจีนนำมาปลูกแถวตรอกจันทน์ ต่อมาได้นำต้นพันธุ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานให้เจ้าดารารัศมีนำไปปลูกที่เชียงใหม่และแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อุษา (๑๙ กันยายน ๒๕๕๒)

อุษา

          อุษา เป็นคำยืมจากภาษาสันสกฤตว่า อุษา แปลว่า แสงเงินแสงทองยามเช้า หรือ รุ่งเช้า

          คำว่า อุษา ใช้แต่ในวรรณคดีและในเนื้อเพลง เช่น “ฉันคิดถึงเธอตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง” ส่วนในภาษาทั่วไปมักใช้เป็นชื่อเฉพาะ เช่น แสงอุษา แปลว่า แสงเงินแสงทองยามเช้า. โสมอุษา แปลว่า พระจันทร์ที่เห็นในยามรุ่งอรุณ

          ในวรรณคดีสันสกฤตกล่าวว่า อุษาเป็นธิดาของท้องฟ้า และเป็นพี่สาวของดวงอาทิตย์ อุษาเป็นบุคลาธิษฐานของแสงแรกสุดของวัน เริ่มเห็นในปลายของกลางคืนต่อกับตอนต้นของรุ่งอรุณ เป็นแสงที่เชื่อมต่อระหว่างกลางคืนกับกลางวัน แสงอุษาช่วยส่องนำทางแก่ดวงอาทิตย์ให้โคจรถูกวิถี ทุก ๆ เช้า อุษาจะปลุกทุกชีวิตในโลกขึ้นมา นกกาเริ่มออกหากิน วัวออกเล็มหญ้า กสิกรออกทำไร่ไถนา นักบวชออกภิกขาจาร ดังนั้น อุษาจึงเป็นลมหายใจของสรรพชีวิตในโลก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.