เมิน-เบือน (๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)

เมิน-เบือน

          คำว่า เมิน และ เบือน ต่างก็หมายถึง หันหน้าไปทางอื่น ไม่มองดู. แต่สองคำนี้มีความหมายแฝงต่างกัน

          ผู้เมินหน้ามักหันหน้าหนีเพราะไม่อยากดู อาจเป็นเพราะไม่พอใจ เช่น แม้สามีจะออดอ้อนงอนง้อ ภรรยาก็เมินหน้าไม่พูดด้วย

          ผู้เบือนหน้าอาจหันหน้าหนีด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เป็นต้นว่า ทนดูไม่ได้เพราะสยดสยองหรือเวทนาสงสาร เช่น รถคันหน้าชนลูกหมาที่วิ่งข้ามถนน ฉันเบือนหน้าหนีแต่ก็ยังเห็นร่างลูกหมาที่กระเด็นไปไกล

          ประโยคเดียวกันเมื่อใช้คำว่า เมิน กับคำว่า เบือน อาจแฝงความหมายต่างกัน เช่นประโยคว่า “เมื่อน้องตื่นขึ้นมาเรียกหาแม่ คุณย่าเมินหน้าไปทางอื่น” แสดงว่าคุณย่าไม่พอใจ แต่ถ้าพูดว่า “เมื่อน้องตื่นขึ้นมาเรียกหาแม่ คุณย่าเบือนหน้าไปทางอื่น” แสดงว่าคุณย่าเวทนาน้องที่ต้องพรากจากแม่

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลานีญา (๙ มกราคม ๒๕๕๓)

ลานีญา

          ลานีญา เป็นคำทับศัพท์จากภาษาสเปน แปลว่า “เด็กหญิงเล็ก ๆ” เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีลักษณะตรงข้ามกับปรากฏการณ์เอลนีโญ.  โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และทำให้เกิดความแห้งแล้งในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. ส่วนปรากฏการณ์ ลานีญา ทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และฝนตกหนักทางบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทำให้บริเวณชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มีฝนตกชุกกว่าปรกติ

          ปรากฏการณ์ ลานีญา เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย ๕-๖ ปีต่อครั้ง หลังการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ละครั้งนานประมาณ ๑ ปี และจำนวนครั้งที่เกิดจะน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปรากฏการณ์เอลนีโญ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

หยักเหยา-ยักยี่ยักเหยา (๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)

หยักเหยา-ยักยี่ยักเหยา

          หยักเหยา (อ่านว่า หฺยัก-เหฺยา) หมายถึง จู้จี้ รบกวน เซ้าซี้ พูดแล้วพูดอีก เช่น เลิกหยักเหยาเสียที ยายรู้แล้ว. หนูอย่ามาหยักเหยานักเลย ป้าจะทำงาน

          ยักยี่ยักเหยา  หมายถึง พูดเซ้าซี้จะเอาให้ได้ พูดแล้วพูดอีก เช่น เขาไม่ให้แล้วยังจะมายักยี่ยักเหยาอยู่ได้

          คำ หยักเหยา และ ยักยี่ยักเหยา ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้ใช้ มักจะใช้คำว่า เซ้าซี้ พูดซ้ำซาก จู้จี้น่ารำคาญ หรือใช้คำสแลงว่า ตื๊อ ก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

นามปากกา (๒๙ มกราคม ๒๕๕๓)

นามปากกา

          คำว่า นามปากกา เป็นคำที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า pen name. นามปากกา เป็นนามแฝงแบบหนึ่งที่นักเขียนหรือนักประพันธ์ใช้แทนชื่อจริงในการแต่งหนังสือ ซึ่งส่วนมากเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความในหนังสือพิมพ์. แต่โบราณมา กวีหรือผู้แต่งหนังสือมักใช้ชื่อจริงหรือไม่บอกชื่อเลย ไม่ได้ใช้นามปากกา  การใช้นามปากกาเพิ่งเริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ได้อ่านนวนิยายภาษาต่างประเทศซึ่งผู้เขียนใช้นามปากกา เมื่อท่านเหล่านั้นกลับมาเมืองไทยจึงได้เขียนเรื่องลงพิมพ์เผยแพร่และนิยมใช้นามปากกาตามอย่างตะวันตกมากกว่าใช้ชื่อจริง แต่ปัจจุบันนักเขียนนิยมใช้ชื่อจริงมากกว่าใช้นามปากกา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.