หนุมานคลุกฝุ่น (๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓)

หนุมานคลุกฝุ่น

          สำนวน หนุมานคลุกฝุ่น มาจากเรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เรื่องมีว่า ไมยราพซึ่งเป็นญาติของทศกัณฐ์ไปลักตัวพระรามมาขังไว้ที่เมืองบาดาล พระลักษมณ์ให้หนุมานไปช่วยพระราม. ไมยราพและหนุมานต่อสู้กันด้วยอาวุธต่าง ๆ  แต่เอาชนะกันไม่ได้ ไมยราพออกอุบายให้ผลัดกันลงนอน แล้วใช้ต้นตาลใหญ่ ๓ ต้นฟั่นเป็นตระบองตีคนละ ๓ ที หนุมานยอมถูกตีก่อน แต่แอบเสกฝุ่นทาตัวให้คงทนจึงตีไม่ตาย ส่วนไมยราพถูกหนุมานตีตาย

          สำนวน หนุมานคลุกฝุ่น ในภาษาไทยไม่มีความหมายว่าทำให้คงทนอย่างในเรื่องรามเกียรติ์ แต่มีความหมายว่า เปรอะเปื้อนสกปรก เช่น วันนี้ทำความสะอาดบ้านทั้งวัน เนื้อตัวสกปรกยังกับหนุมานคลุกฝุ่นแน่ะ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ไม่เอาถ่าน (๙ มิถุนายน ๒๕๕๓)

ไม่เอาถ่าน

          ไม่เอาถ่าน เป็นสำนวน หมายความว่า เหลวไหล ไม่รักดี เช่น เด็กคนนี้ไม่เอาถ่าน เอาแต่เที่ยวเตร่ คบเพื่อนเกเร พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนก็ไม่สนใจเรียน

          มีคำถามว่าอะไรที่ไม่เอาถ่าน บางคนสันนิษฐานว่าสิ่งที่ไม่เอาถ่านคือเหล็ก ในการถลุงเหล็กใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง ถ่านจะปล่อยคาร์บอนออกมาในเตาเผา และเข้าไปผสมอยู่ในเนื้อเหล็ก เหล็กที่มีคาร์บอนหรือถ่านเข้าไปปนอยู่ในเนื้อในปริมาณที่เหมาะสมหลังจากการถลุง เป็นเหล็กที่คุณภาพดี ส่วนเหล็กที่ไม่มีถ่านผสมอยู่ด้วย เป็นเหล็กคุณภาพต่ำกว่า เป็นเหล็กไม่เอาถ่าน

          บางคนสันนิษฐานว่าสิ่งที่ไม่เอาถ่านคือแร่ที่เอามาถลุงให้กลายเป็นทอง. แร่บางอย่างถลุงยาก ใช้ถ่านเผาเท่าไรก็ไม่ละลาย เรียกว่าไม่เอาถ่าน

          ปัจจุบัน ไม่เอาถ่าน ใช้แต่ที่เป็นสำนวน มีความหมายว่า ไม่สนใจการงาน เหลวไหล ไม่รักดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

นิติรัฐ (๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓)

นิติรัฐ

          นิติรัฐ  มาจากคำว่า นิติ แปลว่า กฎหมาย หรือแบบแผนในการปกครองบ้านเมือง กับคำว่า รัฐ (อ่านว่า รัด) แปลว่า ประเทศ. นิติรัฐ จึงมีความหมายว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญแก่การบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกคนอย่างเคร่งครัดโดยไม่เลือกปฏิบัติ คือ ไม่ยอมให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระทำผิดกฎหมายหรือท้าทายอำนาจการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ เช่น ประเทศใดจะเป็นนิติรัฐที่สมบูรณ์  รัฐบาลของประเทศนั้นต้องบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกคนโดยไม่ละเว้น.

          นิติรัฐเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของทุกรัฐ  รัฐที่เป็นนิติรัฐมีลักษณะเป็นรัฐประชาธิปไตย เป็นรัฐที่ถือกฎหมายเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นกติกาสำคัญที่ประชาชนยึดถือร่วมกัน ทุกคนเคารพกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐก็กวดขันให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนศาลก็ตัดสินคดีโดยยึดกฎหมายเป็นหลักเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกคนโดยเสมอภาค

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

วรรค (๘ มิถุนายน ๒๕๕๓)

วรรค

          วรรค  แปลว่า  ตอน   ใช้เรียกข้อความที่เขียนติดต่อกันไปช่วงหนึ่ง ๆ  มีช่องว่างอยู่ระหว่างข้อความ  เช่น  คำกลอนบาทหนึ่งมี ๒ วรรค. ในทางกฎหมายคำว่า วรรค หมายถึง ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ของบทบัญญัติในแต่ละมาตราของกฎหมาย.    ในการพูด  เมื่อจบข้อความประโยคหนึ่ง ๆ (อ่านว่า ประโยคหนึ่ง ประโยคหนึ่ง)  ผู้พูดก็มักจะหยุดเว้นระยะเล็กน้อยก่อนพูดประโยคต่อไป    คำพูดที่ควรจะพูดเว้น หากพูดติดต่อกันไปในบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้   เช่น  ถ้าพูดเว้นวรรคอย่างหนึ่งว่า เขาบอกฉันเรื่องงานแล้วพูดต่อ   ว่าทำไมไม่เข้าประชุม   หมายความว่า  เขาพูดต่อไปเพื่อถามว่าที่เขาไม่ได้เข้าประชุมนั้นเป็นเพราะเหตุใด      แต่ถ้าพูดเว้นวรรคอีกอย่างหนึ่งว่า เขาบอกฉันเรื่องงานแล้วพูดต่อว่า    ทำไมไม่เข้าประชุม  หมายความว่า  เขาต่อว่า ฉัน เพราะฉันไม่เข้าประชุม.  การเว้นวรรคถ้าผิดที่อาจทำให้เข้าใจผิดได้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตักศิลา (๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓)

ตักศิลา

          ตักศิลา (อ่านว่า ตัก-กะ-สิ -ลา) เป็นชื่อนครหลวงของแคว้นคันธาระ (อ่านว่า คัน-ทา-ระ) ของอินเดียโบราณ อยู่ห่างจากกรุงอิสลามาบัดนครหลวงของปากีสถานในปัจจุบันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐ กิโลเมตร. ตักศิลาเป็นนครศูนย์กลางการศึกษาด้านศิลปะและวิทยาการแขนงต่าง ๆ ทั้งของพราหมณ์และของชาวพุทธมาก่อน แต่คงสร้างขึ้นหลังสมัยพุทธกาล เพราะไม่ปรากฏชื่อตักศิลาในพระไตรปิฎก ส่วนในอรรถกถามักกล่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า ราชกุมาร บุตรพราหมณ์ และบุตรของชนชั้นสูงจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากนครแห่งนี้.  ในวรรณคดีไทยมักกล่าวว่าเจ้าชายทั้งหลายไปศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ ในสำนักตักศิลา. ภาษาไทยปัจจุบันจึงใช้คำว่า ตักศิลา ในความหมายว่า ศูนย์กลางการศึกษาด้านวิทยาการหรือด้านศิลปะ เช่น มหาสารคามเป็นตักศิลาแห่งที่ราบสูงอีสาน. มีผู้เสนอแผนให้กรุงเทพฯ เป็นตักศิลาแฟชั่นของโลก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.