ปีติ (๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓)

ปีติ

          ปีติ มาจากคำภาษาบาลีว่า ปีติ ตรงกับคำภาษาสันสกฤตว่า ปฺรีติ (อ่านว่า ปฺรี-ติ). ปิติ หมายถึง ปลาบปลื้มใจ อิ่มใจ หรือความปลาบปลื้มใจ  ความอิ่มใจ  ปีตินี้ เมื่อเกิดขึ้นแก่ใครก็จะทำให้หน้าตาแช่มชื่นเบิกบาน  จิตใจแจ่มใส  เป็นความอิ่มเอิบที่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย  เช่น ประชาชนมีความปีติที่เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงโบกพระหัตถ์ และแย้มพระสรวลน้อย ๆ.  คนไทยสุดปลื้มปีติที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงได้รับการถวายพระเกียรติจากประชาชนชาวจีนทั่วประเทศให้เป็น “มิตรที่ดีที่สุดในโลก” อันดับที่ ๒

          คำว่า ปีติ มีผู้นิยมนำมาใช้เป็นชื่อ แต่มักเขียนเป็น ปิติ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ร้อนอาสน์-เก้าอี้ร้อน (๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓)

ร้อนอาสน์-เก้าอี้ร้อน

          สำนวน ร้อนอาสน์ คำว่า อาสน์ แปลว่า ที่นั่ง. อาสน์ ในสำนวนนี้ หมายถึง แท่นที่ประทับของพระอินทร์  แท่นนี้ปรกติอ่อนนุ่ม ถ้าเกิดแข็งกระด้างหรือร้อนเป็นไฟขึ้นมา จะบอกเหตุว่ามีเรื่องเดือดร้อนขึ้นในโลก พระอินทร์ต้องรีบลงไปแก้ไข ตามคติความเชื่อว่าพระอินทร์เป็นเทพผู้มีหน้าที่ดับความทุกข์ร้อนของมนุษย์. สำนวน ร้อนอาสน์ จึงมีความหมายว่า มีเรื่องเดือดร้อนต้องรีบแก้ไข เช่น ช่วงนี้ผู้จัดการโรงงานมีเรื่องร้อนอาสน์ เพราะสินค้าที่ผลิตถูกตีกลับ.

          ในวรรณคดีไทย มีการกล่าวถึงอาสน์ของพระอินทร์ร้อน ในบทละครเรื่องอิเหนาว่า

                    “อาสน์อ่อนเร่าร้อนคือไฟกัลป์ เทวัญเล็งทิพเนตรดู” 

          ปัจจุบันมีสำนวนว่า เก้าอี้ร้อน แต่ความหมายต่างกับ ร้อนอาสน์ เพราะเก้าอี้ร้อนหมายถึง เดือดร้อนเพราะจะถูกปลดหรือถูกย้ายออกจากตำแหน่ง เช่น โผโยกย้ายตำรวจระดับผู้กำกับทั่วประเทศ ทำให้หลายคนเก้าอี้ร้อนแน่ ๆ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กลิ้งทูต (๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓)

กลิ้งทูต

          กลิ้งทูต คำว่า ทูต ซึ่งน่าจะเลือนมาจากคำว่า ทูษณ์ ซึ่งเป็นชื่อน้องชายคนหนึ่งของทศกัณฐ์

          ที่มาของสำนวนนี้มีว่า นางสำมนักขาซึ่งเป็นน้องสาวคนสุดท้องของทศกัณฐ์ไปเที่ยวป่า และไปพบพระรามก็เกิดหลงรัก เข้าไปเกี้ยวพาราสี แต่เห็นนางสีดาอยู่ในที่นั้นด้วย จึงเข้าไปทำร้าย พระรามให้พระลักษมณ์จับนางสำมนักขามาลงโทษด้วยการตัดจมูก เท้า และมือ. นางจึงไปฟ้องพญาขร ให้ยกพลพรรคไปรบกับพระราม แต่พญาขรแพ้ ตายในที่รบ พวกไพร่พลที่เหลือตายพากันไปหาพญาทูษณ์ น้องชายรองลงมาให้ไปรบกับพระราม พระรามทำลายกองทัพพญาทูษณ์จนหมดสิ้น พญาทูษณ์ต้องเหาะขึ้นไปแอบบนกลีบเมฆ พระรามแผลงศรพรหมาสตร์ (อ่านว่า พฺรม-มาด) ถูกพญาทูษณ์ตกลงมากลิ้งกับพื้นสิ้นชีวิต.

          กลิ้งทูษณ์ ต่อมาเลือนมาเป็น กลิ้งทูต มีความหมายว่า ล้มกลิ้งกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า เช่น นักมวยฝ่ายแดงถูกต่อยกลิ้งทูตให้กรรมการนับสิบ. หรือหมายความว่า ล้มลงตาย เช่น โจรถูกตำรวจที่ไล่ตามมายิงกลิ้งทูตอยู่กลางถนน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.