ฟันธง (๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

ฟันธง

          ฟันธง เป็นสำนวน มีความหมายว่า ตัดสินชี้ขาด หรือ ระบุอย่างแน่นอน มักใช้เมื่อมีความเห็นหรือตัวเลือกหลายทาง เช่น ทำไมหัวหน้าจึงไม่ฟันธงไปเลยว่าจะจัดการกับปัญหาในแผนกเราอย่างไร

          สำนวน ฟันธง มาจากการตัดสินการแข่งขัน เช่น แข่งรถยนต์ แข่งจักรยาน ซึ่งกรรมการผู้ตัดสินจะใช้ธงเป็นสัญญาณ โดยถือธงแล้วฟาดธงลงเมื่อผู้ชนะที่ ๑ ขับหรือวิ่งผ่านเส้นชัยแล้ว กิริยาเช่นนี้ เรียกว่า ฟันธง  คำว่า ฟันธง จึงกลายมาเป็นสำนวนว่า ตัดสินชี้ขาด หรือ ระบุอย่างแน่นอน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ธง (๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

ธง

          คำว่า ธง นอกจากจะหมายถึงผืนผ้าที่มีสีหรือลวดลายซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์แทนชาติหรือใช้ทำหน้าที่อื่น ๆ เช่น ธงมหาราช  ธงนายพล ใช้แสดงตำแหน่งของบุคคล   ธงขาว  ธงกาชาด  ใช้เป็นเครื่องหมายซึ่งได้กำหนดรู้กัน  หรือ ธงราว ที่ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริงแล้ว  คำว่า ธง ยังมีความหมายว่า เป้าหมาย เช่น เขาตั้งธงไว้ว่าจะส่งเสียลูกให้เรียนจบอย่างน้อยถึงขั้นปริญญาตรีทุกคน  และมีความหมายว่า แนวทางที่กำหนดไว้เป็นคำตอบข้อสอบ เช่น อาจารย์กำหนดธงไว้ว่าแนวคำตอบข้อสอบต้องให้เหตุผลและมีตัวอย่างประกอบ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กบ-กลบ (๒๔ เมษายน ๒๕๕๐)

กบ-กลบ

          คำว่า กบ  มีหลายความหมาย วันนี้ขอเสนอคำว่า กบ ที่มีความหมายว่า เต็ม เช่นในข้อความว่า เขาถูกชกจนเลือดกบปาก  เลือดกบปาก หมายความว่า มีเลือดออกเต็มปาก   มะพร้าวที่บ้านนี้มีลูกกบคอทุกต้น มีลูกกบคอ หมายความว่า มีลูกอยู่เต็มคอมะพร้าว     คำว่า กบ ไม่ใช่ กลบ    คำว่า กลบ ที่มีเสียงควบกล้ำ แปลว่า เอาสิ่งที่เป็นผงเป็นชิ้นปิดหลุมหรือปิดทับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้เห็น เช่น กลบหลุม เอาทรายกลบน้ำมันที่หกเลอะถนน กลบความผิด ดินกลบหน้า

          กบ กับ กลบ เป็นคำคนละคำ เขียนและออกเสียงต่างกัน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ปลูกเรือนแต่พอตัว (๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

ปลูกเรือนแต่พอตัว

          ปลูกเรือนแต่พอตัว เป็นสำนวนไทยที่สอนกันมาแต่โบราณ ให้มีความไม่ประมาท เมื่อจะทำการใด ๆ ก็ต้องกะประมาณให้พอดี พอเหมาะกับฐานะและความสามารถของตน ไม่ทำเกินตัว เปรียบกับการปลูกบ้านปลูกเรือนอยู่ มักจะพบว่า เมื่อไม่ประมาณการให้พอเหมาะจะ บานปลาย คือ ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่คาดการณ์

          สำนวน ปลูกเรือนแต่พอตัว มักจะต่อด้วยสำนวนว่า หวีหัวแต่พอเกล้า เป็น ปลูกเรือนแต่พอตัว   หวีหัวแต่พอเกล้า     หวีหัวแต่พอเกล้า แปลว่า หวีผมพอเหมาะกับศีรษะตน หมายความว่า แต่งผมเกล้าผมให้รับกับใบหน้า ไม่ทำมากจนเกินไป

          สรุปความหมายของสำนวนนี้ คือ ทำอะไรต้องให้พอเหมาะพอควร ไม่ทำมากหรือทำใหญ่เกินตัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กูรู มาจากภาษาอะไร (๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

กูรู มาจากภาษาอะไร

          คำว่า กูรู เป็นคำที่ออกเสียงตามภาษาอังกฤษ guru เขียน จี-ยู-อาร์-ยู เดิมในภาษาอังกฤษใช้หมายถึงผู้นำทางศาสนาฮินดูและศาสนาซิกข์  ต่อมาใช้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

          คำว่า guru เป็นคำที่ภาษาอังกฤษรับไปจากภาษาสันสกฤตว่า คุรุ หมายถึง ครู หรือ ผู้รู้ หรือผู้เป็นที่นับถือ เป็นคำเดียวกับคำบาลีว่า ครุ (อ่านว่า คะ-รุ) ซึ่งไทยรับมาใช้ว่า “ครู

          กูรู เป็นคำที่เพิ่งจะนำมาใช้ในภาษาไทย ส่วนมากใช้ในวงการธุรกิจและสังคม หมายถึงผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเป็นที่ยอมรับกันในวงการนั้น ๆ เช่น วิทยากรในการอภิปรายครั้งนี้เป็นกูรูในเรื่องหุ้น. กูรูทางเศรษฐกิจทำนายว่าปีนี้สถานะทางการเงินจะดีขึ้น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.