กินข้าวหม้อเดียวกัน (๗ สิงหาคม ๒๕๕๓)

กินข้าวหม้อเดียวกัน

          กินข้าวหม้อเดียวกัน  เป็นสำนวน  มีความหมายว่า  กินข้าวที่หุงในหม้อใบเดียวกัน สำนวนนี้มาจากพฤติกรรมของคนที่อยู่เป็นครอบครัว  ย่อมจะกินข้าวจากหม้อที่หุงครั้งเดียวในแต่ละมื้อ  อาหารหลักของคนไทย คือ ข้าว  คนไทยกินข้าวทุกวัน  บางคนกินวันละมื้อเดียว แต่บางคนก็กินหลายมื้อ  คนที่กินข้าวจากหม้อเดียวกัน  คือ  คนในครอบครัวเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กที่มีเพียง พ่อ แม่ ลูก หรือครอบครัวใหญ่ที่มีปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอา อยู่ด้วย ก็ตาม คนในครอบครัวเดียวกันควรรักใคร่สมัครสมานสามัคคีกัน  ไม่แตกแยกทะเลาะเบาะแว้งกัน    ในบางครั้งอาจนำคำว่า กินข้าวหม้อเดียวกันมาใช้เป็นสำนวน  ในความหมายที่กว้างขึ้น   หมายถึง คนที่อยู่ในคณะเดียวกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน และผูกพันกันอย่างใกล้ชิดเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน  เช่น  เราเป็นลิเกคณะเดียวกันกินข้าวหม้อเดียวกันก็ต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ค้าส่ง (๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓)

ค้าส่ง

          คำว่า ค้าส่ง หมายถึง ซื้อขายสินค้าจำนวนมาก ที่ผู้ซื้อซื้อมาเพื่อขายต่อ หรือซื้อมาเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นในอุตสาหกรรมของตน การค้าส่งจึงเป็นกิจกรรมด้านการค้า ซึ่งผู้ซื้อไม่ได้ซื้อไปบริโภคเองโดยตรง แต่จะซื้อไปเพื่อขายต่อหรือผลิตสินค้าต่อ เช่น เขามีอาชีพค้าส่งเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ. คำว่า ค้าส่ง สันนิษฐานว่ามาจากการค้าที่ผู้ผลิตนำสินค้าไปส่งให้ผู้ซื้อถึงที่ เนื่องจากผู้ซื้อซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก. โดยเหตุที่การซื้อสินค้าแบบค้าส่ง เป็นการขายสินค้าคราวละมาก ๆ ทำให้ราคาสินค้าแบบค้าส่งมีราคาถูกกว่าราคาสินค้าที่ขายคราวละน้อยชิ้น. ร้านค้าบางแห่งจูงใจลูกค้าให้ซื้อคราวละมาก ๆ ด้วยการเสนอขายในราคาที่ถูกกว่าซื้อสินค้าชิ้นเดียว โดยอ้างว่าเป็นราคาขายส่ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

แย่งกันเป็นศพมอญ (๑๘ กันยายน ๒๕๕๓)

แย่งกันเป็นศพมอญ

          สำนวน แย่งกันเป็นศพมอญ หมายถึง ยื้อแย่งสิ่งของกันชุลมุนวุ่นวาย. สำนวนมีที่มาจากเรื่องราชาธิราช ความตอนนี้มีว่า พระนางแสจาโปผู้ครองเมืองมอญคือหงสาวดี ถูกจับตัวไปต้องพลัดพรากจากหงสาวดี  ต่อมาได้ลูกเลี้ยงพาหนีกลับไปเมืองหงสาวดี และได้ครองราชย์ที่เมืองหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง. ภายหลังพระนางคิดถึงบุญคุณของลูกเลี้ยง จึงมอบราชสมบัติและแต่งตั้งให้เป็นพระเจ้ากรุงหงสาวดี. เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าหงสาวดีมีความประสงค์จัดงานให้ยิ่งใหญ่และให้เห็นว่าพระนางแสจาโปเป็นคนสำคัญ จึงให้เสนาบดีแบ่งเป็น ๒ พวก ให้แย่งกันชักศพเป็นผลานิสงส์  พระเจ้าหงสาวดีจับเชือกข้างหนึ่งและตั้งสัตยาธิษฐานว่าด้วยความกตัญญูรู้คุณของตนขอให้ชิงศพได้. พระเจ้ากรุงหงสาวดีชักศพได้และจัดงานพระศพอย่างสมพระเกียรติ. หลังงานพระศพพระเจ้ากรุงหงสาวดีสั่งให้ชาวมอญถือเป็นประเพณีว่า การจัดงานศพแก่บิดามารดาผู้มีพระคุณ ให้มีการชิงศพเพื่อแสดงความอาลัยที่ลูกหลานมีต่อผู้ตาย จึงเกิดเป็นสำนวนว่า แย่งกันเป็นศพมอญ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง (๑๗ กันยายน ๒๕๕๓)

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

          สำนวน ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง มีความหมายว่า ทำสิ่งที่ตนเคยว่าหรือตำหนิผู้อื่นไว้ เช่น เขาเคยว่าเพื่อน ว่าหลงหลาน แต่พอตัวเองมีหลานก็หลงหลานยิ่งกว่าเพื่อนเสียอีก ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง. สำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาซึ่งมีเนื้อหาสำคัญว่า อิเหนาซึ่งเป็นคู่หมั้นของนางบุษบา ไม่ยอมแต่งงานกับนางบุษบาเพราะหลงนางจินตะหรา  บิดาของนางบุษบาจึงยกนางให้จรกา แต่วิหยาสะกำซึ่งหลงรูปนางบุษบาได้ยกกองทัพมาเพื่อแย่งชิงบุษบา เกิดเป็นศึกที่เมืองดาหา. อิเหนาจำต้องจากจินตะหราเพื่อมาช่วยศึกเมืองดาหา จึงตำหนิจรกากับวิหยาสะกำว่าหลงนางบุษบาได้อย่างไรกัน แต่เมื่อตนเองมาพบบุษบาก็กลับหลงรักจนต้องทำอุบายเผาเมืองดาหาเพื่อชิงตัวนางบุษบา การกระทำของอิเหนาทำให้เกิดเป็นสำนวนว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.