ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน (๒๒ เมษายน ๒๕๕๔)

ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน

          ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน เป็นสำนวนที่กล่าวถึงคนที่นำสิ่งที่เป็นอันตราย เป็นศัตรูเข้ามาสู่บ้านของตนเอง จึงทำให้เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนหรือครอบครัวของตน.   ชักน้ำเข้าลึก เป็นคำอธิบายอาการที่ชาวนาทดน้ำเข้านาเข้าสวนเพื่อบำรุงเลี้ยงต้นข้าวต้นไม้  แต่ถ้าน้ำเข้ามามากจนลึกเกินไป ก็จะเป็นอันตราย.  ส่วน ชักศึกเข้าบ้าน หมายความว่า ชักนำให้เกิดศึก นำศัตรูมาทำลายบ้านเมืองของตน.     ความหมายหลักของสำนวนนี้อยู่ที่ ความว่า ชักศึกเข้าบ้าน.  ส่วน ชักน้ำเข้าลึก เป็นส่วนเสริมให้สอดคล้องกับสำนวน ชักศึกเข้าบ้าน เท่านั้น.   ชักศึกเข้าบ้าน ใช้เป็นคำตำหนิ ผู้ที่ทรยศต่อบ้านเมือง  ชักนำศัตรูมาทำลายบ้านเมืองของตนเพียงเพราะต้องการอำนาจ  หรือผลประโยชน์บางอย่าง.   คนที่ไปคบคนต่างชาติ ให้คนต่างชาติเข้ามาทำร้ายชาติบ้านเมือง เป็นคนที่ชักศึกเข้าบ้าน เป็นคนเลวที่สมควรถูกประณาม.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ปัดสวะ (๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔)

ปัดสวะ

          คำว่า สวะ มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึง ต้นหญ้า ต้นผัก หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ. อีกความหมายหนึ่งหมายถึง เลว ไร้ประโยชน์ ดาษดื่น มีมาก

          คำว่า ปัดสวะ เป็นสำนวน ใช้สวะในความหมายแรก คือต้นผัก ต้นหญ้า หรือสิ่งของที่เป็นขยะลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ. สำนวน ปัดสวะ มีที่มาจากผู้คนที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง เวลาอาบน้ำในคลองมีผักตบชวา หรือกอสวะลอยมา ก็จะปัดกอสวะเหล่านั้นออกไปให้พ้นบริเวณที่จะอาบน้ำแทนที่จะเก็บทิ้ง. เมื่อใช้เป็นสำนวนว่า ปัดสวะ หมายถึง ปัดความรับผิดชอบหรือโยนภาระหน้าที่ไปให้ผู้อื่น จึงมักมีวลีต่อท้ายสำนวนว่า ปัดสวะให้พ้นตัว หรือปัดสวะให้ผู้อื่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ประเพณี (๒๑ เมษายน ๒๕๕๔)

ประเพณี

          คำว่า ประเพณี ยืมมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า ปฺรเวณิ (อ่านว่า ปฺระ -เว-นิ) ใช้หมายถึงสิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน

          ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน กล่าวไว้ว่า ประเพณีแบ่งได้เป็น จารีตประเพณี ขนบประเพณี และธรรมเนียมประเพณี

          จารีตประเพณี คือประเพณีที่สังคมถือว่าถ้าใครในสังคมฝ่าฝืนหรืองดเว้นไม่กระทำตาม ถือว่าเป็นความผิดความชั่ว จารีตประเพณีเป็นจรรยาและศีลธรรมของสังคม เช่น หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่มีสามีถือว่าผิดจารีตประเพณี

          ขนบประเพณี คือประเพณีที่สังคมได้ตั้งหรือวางเป็นระเบียบแบบแผนขึ้นไว้ จะโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้วแต่กรณี เช่น ลูกที่ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ถือว่าผิดขนบประเพณี

          ส่วนธรรมเนียมประเพณี คือประเพณีที่สังคมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่ถือว่าผิด เป็นแต่นิยมกันว่าควรประพฤติ เช่น เมื่อผู้น้อยไปหาผู้ใหญ่ ก็มักจะมีของไปฝากตามธรรมเนียมประเพณี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

นอนหอ-นอนเฝ้าหอ (๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔)

นอนหอ-นอนเฝ้าหอ

          นอนหอ หรือ นอนเฝ้าหอ หมายถึง อาการที่ชายผู้เป็นเจ้าบ่าวนอนเฝ้าอยู่ที่เรือนหอหลังพิธีแต่งงานแล้ว รอให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงนำตัวเจ้าสาวมาส่งให้ตามฤกษ์. ประเพณีแต่งงานของคนไทยในสมัยก่อนนี้ถือเรื่องฤกษ์ยามเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ต้องการให้มีการหย่าร้าง จึงเลือกเวลาที่ดี ที่เป็นมงคลในการทำพิธีทุกขั้นตอน เรียกว่า ฤกษ์ เช่น ฤกษ์หมั้น ฤกษ์รดน้ำ ฤกษ์ส่งตัว. ในบางครั้งฤกษ์ส่งตัวห่างจากฤกษ์แต่งงานนานมาก อาจเป็นเวลา ๒-๓ วัน   เจ้าบ่าวก็จะต้องรอรับเจ้าสาวอยู่ที่เรือนหอจนกว่าจะถึงฤกษ์ส่งตัว. เรียกอาการที่เจ้าบ่าวรอเจ้าสาวอยู่นั้นว่า นอนหอ หรือ นอนเฝ้าหอ เช่น คุณปู่เล่าว่าเมื่อตอนที่ท่านแต่งงานกับคุณย่า พระที่วัดให้ฤกษ์แต่งกับฤกษ์ส่งตัวห่างกันถึง ๓ วัน พอพิธีแต่งงานเสร็จแล้วคุณปู่ต้องไปนอนหอไปไหนไม่ได้อยู่ถึง ๓ วัน คุณทวดจึงพาคุณย่ามาส่งให้. การกระทำกิจกรรมตามประเพณีที่ถือกันมาแต่โบราณ แสดงว่าเป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรม จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมานานแสนนาน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.