ลูกเสือลูกตะเข้ (๒๓ เมษายน ๒๕๕๔)

ลูกเสือลูกตะเข้

          ลูกเสือลูกตะเข้ เป็นคำเปรียบคนที่เป็นลูกของศัตรูหรือลูกของคนเลวซึ่งมักจะไว้ใจไม่ได้   จะแว้งกลับมาทำร้ายเอาได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ทั้งเสือทั้งจระเข้ล้วนเป็นสัตว์ที่ดุร้าย  ไม่มีใครเลี้ยงให้เชื่องได้  ลูกเสือลูกจระเข้อาจจะดูน่ารักน่าเลี้ยง   แต่ถ้าเลี้ยงไปจนโตก็จะเป็นสัตว์ที่ดุร้ายตามวิสัยของมัน  ยากที่ใครจะเลี้ยงให้เสือหรือจระเข้เชื่องได้  คนที่เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ไว้ก็จะเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายเมื่อลูกเสือลูกจระเข้นั้นโตขึ้น.   คนโบราณเชื่อว่าเด็กที่มีพ่อแม่เป็นคนเลว  เป็นอันธพาล  เป็นผู้ร้ายใจอำมหิตเปรียบเหมือนลูกเสือลูกจระเข้ อาจจะมีนิสัยเหมือนพ่อแม่ จึงไม่มีใครกล้ารับมาเลี้ยงดู เช่น  เด็กพวกนี้ลูกเสือลูกตะเข้แท้ ๆ เธอจะกล้ารับมาเลี้ยงหรือ.

          คำว่า ลูกเสือลูกตะเข้  อาจใช้เรียกลูกคนอื่นที่เอามาเลี้ยงไว้แล้วกลับอกตัญญูทำร้ายคนเลี้ยง  หรือทำความเดือดร้อนให้คนเลี้ยง  เช่น   เด็กคนนี้เป็นลูกเสือลูกตะเข้แท้ ๆ  อุตส่าห์เอามาเลี้ยงอย่างดี ให้เล่าให้เรียน  กลับพาเพื่อนมาปล้นเอาทรัพย์สินไปหมด.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สะบัดสะบิ้ง (๒๒ มีนาคม ๒๕๕๔)

สะบัดสะบิ้ง

          สะบัดสะบิ้ง เป็นได้ทั้งคำกริยาและคำนาม. ถ้าทำหน้าที่กริยา มีความหมายว่า แสดงอาการกะบึงกะบอนแสนงอน ดีดดิ้น สะบัดเนื้อสะบัดตัว เช่น พอถูกขัดใจ หญิงสาวก็งอนแสดงกิริยาสะบัดสะบิ้ง

          สะบัดสะบิ้ง เป็นชื่อกลอนกลบทแบบหนึ่ง ปรากฏในหนังสือเรื่อง ศิริวิบุลกิตติ์ (อ่านว่า สิ-หฺริ-วิ-บุน-กิด) ของหลวงศรีปรีชา (เซ่ง) ซึ่งแต่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์แห่งกรุงศรีอยุธยา. กลบทสะบัดสะบิ้งมิได้มีความหมายว่าแสนงอน ดีดดิ้น หรือเล่นเนื้อเล่นตัว แต่เป็นการเล่นเสียงคำซ้อน ๔ จังหวะ ตอนท้ายของแต่ละวรรคให้มีจังหวะสะบัด ๆ ตัวอย่างเช่น

               ในครั้งนั้นเวไชยันต์ก็หวั่นก็หวาด            สะท้านอาสน์เทวฤทธิ์สถิตสถิน
          ปาริชาติฉาดฉัดระบัดระบิน                        พิภพอินท์ก้องดังกะทั่งกะเทือน
          เสียงโครมโครมครื้นครั่นสนั่นสนัด              ดังทิพรัตน์อมรินทร์จะหมิ่นจะเหมือน
          จะพรากแยกแตกพลัดกระจัดกระเจือน          ดังดาวเดือนลอยลัดกระจัดกระจาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ละครรำ (๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔)

ละครรำ

          ละครรำ เป็นมหรสพชนิดหนึ่ง มีเวทีหรือสถานที่ให้ตัวละครแสดง ตัวละครแต่งกายตามบทในเรื่องที่จัดแสดง มักมีสิ่งประกอบอื่น ๆ เช่น ฉาก ดนตรี คนร้องเพลง ตามลักษณะของละครแต่ละประเภท. ละครรำเป็นละครแบบดั้งเดิมของไทย แสดงเรื่องในวรรณคดีที่แต่งเป็นกลอน เช่น เรื่องอิเหนา สังข์ทอง ไกรทอง ไชยเชษฐ์ สังข์ศิลป์ชัย.   ตัวละครแต่งเครื่องละครไทย ซึ่งจะแบ่งเป็นตัวพระและตัวนาง. ละครรำแบ่งเป็นละครใน ละครนอก และละครชาตรีละครใน เดิมเป็นละครของหลวงที่เจ้านายเป็นผู้อุปถัมภ์ การแสดงมีการร่ายรำที่งดงามตามแบบฉบับของละครไทย ใช้ดนตรีไทยและขับร้องเพลงทำนองไทยประกอบ ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน.  ละครนอก เป็นละครที่มีความงามน้อยกว่าละครใน เพราะต้องการเน้นความสนุกสนานมากกว่าความสวยงาม ผู้แสดงเดิมเป็นชายล้วน แต่ปัจจุบันใช้ชายจริงหญิงแท้. ละครชาตรี เป็นละครรำดั้งเดิม ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้าน เดิมเป็นละครที่ผู้ชายเล่น มักใช้ในการแก้บน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน (๒๒ เมษายน ๒๕๕๔)

ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน

          ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน เป็นสำนวนที่กล่าวถึงคนที่นำสิ่งที่เป็นอันตราย เป็นศัตรูเข้ามาสู่บ้านของตนเอง จึงทำให้เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนหรือครอบครัวของตน.   ชักน้ำเข้าลึก เป็นคำอธิบายอาการที่ชาวนาทดน้ำเข้านาเข้าสวนเพื่อบำรุงเลี้ยงต้นข้าวต้นไม้  แต่ถ้าน้ำเข้ามามากจนลึกเกินไป ก็จะเป็นอันตราย.  ส่วน ชักศึกเข้าบ้าน หมายความว่า ชักนำให้เกิดศึก นำศัตรูมาทำลายบ้านเมืองของตน.     ความหมายหลักของสำนวนนี้อยู่ที่ ความว่า ชักศึกเข้าบ้าน.  ส่วน ชักน้ำเข้าลึก เป็นส่วนเสริมให้สอดคล้องกับสำนวน ชักศึกเข้าบ้าน เท่านั้น.   ชักศึกเข้าบ้าน ใช้เป็นคำตำหนิ ผู้ที่ทรยศต่อบ้านเมือง  ชักนำศัตรูมาทำลายบ้านเมืองของตนเพียงเพราะต้องการอำนาจ  หรือผลประโยชน์บางอย่าง.   คนที่ไปคบคนต่างชาติ ให้คนต่างชาติเข้ามาทำร้ายชาติบ้านเมือง เป็นคนที่ชักศึกเข้าบ้าน เป็นคนเลวที่สมควรถูกประณาม.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ปัดสวะ (๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔)

ปัดสวะ

          คำว่า สวะ มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึง ต้นหญ้า ต้นผัก หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ. อีกความหมายหนึ่งหมายถึง เลว ไร้ประโยชน์ ดาษดื่น มีมาก

          คำว่า ปัดสวะ เป็นสำนวน ใช้สวะในความหมายแรก คือต้นผัก ต้นหญ้า หรือสิ่งของที่เป็นขยะลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ. สำนวน ปัดสวะ มีที่มาจากผู้คนที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง เวลาอาบน้ำในคลองมีผักตบชวา หรือกอสวะลอยมา ก็จะปัดกอสวะเหล่านั้นออกไปให้พ้นบริเวณที่จะอาบน้ำแทนที่จะเก็บทิ้ง. เมื่อใช้เป็นสำนวนว่า ปัดสวะ หมายถึง ปัดความรับผิดชอบหรือโยนภาระหน้าที่ไปให้ผู้อื่น จึงมักมีวลีต่อท้ายสำนวนว่า ปัดสวะให้พ้นตัว หรือปัดสวะให้ผู้อื่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.