เครื่องจิ้ม (๑๑ กันยายน ๒๕๕๔)

เครื่องจิ้ม

          เครื่องจิ้ม  เป็นคำเรียกอาหารที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของคนไทย    วิธีรับประทานอาหารของคนไทย  มีข้าวเป็นหลัก  มีกับข้าวซึ่งมักจะต้องประกอบด้วยเครื่องจิ้มซึ่งมีผักและปลาหรือกุ้งเข้าชุดกัน  มีแกงเผ็ด  แกงจืด  ผัดผัก   เนื้อเค็มหรือปลาเค็มแก้เลี่ยน   และมีอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์อีก ๑ อย่าง   อาหารไทยทุกมื้อจึงมีสารอาหารครบถ้วน    เครื่องจิ้มเป็นอาหารชูรสที่สำคัญ  เครื่องจิ้มอาจเป็นน้ำพริก  ซึ่งมีวิธีปรุงได้หลายสิบแบบ เช่น  น้ำพริกกะปิ  น้ำพริกตาแดง  น้ำพริกกุ้งเสียบ  น้ำพริกปลาย่าง.  เครื่องจิ้มที่เรียกว่า น้ำปลาหวาน เป็นเครื่องจิ้มสำหรับกุ้งเผากับดอกสะเดาลวก.    เครื่องจิ้มอาจเป็นแบบ  หลน  ซึ่งก็มีหลายชนิด เช่น  เต้าเจี้ยวหลน  กุ้งหลน  ปลาร้าหลน   กะปิหลน.  เครื่องจิ้มอีกประเภทหนึ่งของอาหารไทย  คือ  เครื่องจิ้มที่ใช้เพิ่มรสให้แก่อาหารบางชนิด  เช่น   น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย สำหรับเพิ่มรสให้ห้อยจ๊อ ทอดมันกุ้ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

โรคติดเชื้อในกระแสเลือด (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔)

โรคติดเชื้อในกระแสเลือด

          โรคติดเชื้อในกระแสเลือด [(septicemia อ่านว่า เซ็บ-ติ-ซี-เมีย)] หรือโรคโลหิตเป็นพิษ [(blood poisoning อ่านว่า บลัด-พ้อย-เซิ่น-นิ่ง)] คือโรคที่เกิดจากการที่เชื้อโรคชนิดจุลินทรีย์ หรือชีวพิษของเชื้อโรคกระจายเข้าสู่เลือด. โรคนี้เริ่มจากการติดเชื้อเฉพาะที่ก่อน เมื่อรุนแรงขึ้นหรือเชื้อมีพิษรุนแรงมากจะทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมให้อยู่เฉพาะที่เดียวได้. การกระจายของเชื้อหรือพิษมักเกิดในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และยังเกิดขึ้นได้ง่ายในผู้เป็นโรคเบาหวาน เพราะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี

          การติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้ส่วนประกอบของเลือดเปลี่ยนไป เมื่อเลือดกระจายไปสู่เซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ เชื้อโรคและพิษจะทำลายเซลล์โดยตรง ทำให้ร่างกายไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ผู้ป่วยมักเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันการณ์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ใบเหลือง-ใบแดง (๓๐ กรกฎาคม๒๕๕๔)

ใบเหลือง-ใบแดง

          ใบเหลืองและใบแดง  เป็นบัตรสีเหลือง สีแดง ขนาดประมาณใส่กระเป๋าเสื้อได้ ใช้ในการลงโทษการเล่นผิดกติกาในกีฬาฟุตบอล ถ้านักฟุตบอลได้ใบเหลือง แสดงว่านักฟุตบอลคนนั้นเล่นผิดกติการ้ายแรง แต่ยังไม่ถึงกับถูกไล่ออกจากสนาม เป็นเพียงการตักเตือน และยังให้เล่นต่อไปได้  ถ้าได้ใบแดง แสดงว่า นักฟุตบอลคนนั้นทำผิดกติกาอย่างร้ายแรงมาก ต้องถูกไล่ออกจากสนาม.  คำว่า ใบเหลือง ใบแดงนำมาใช้เรียกการลงโทษผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำผิดกติกาในการหาเสียง  ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้ใบเหลือง หมายความว่า กกต. เชื่อว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นทุจริต เช่น ซื้อเสียง แจกเงิน แจกสิ่งของ เป็นต้น แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน กกต. จะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองยังมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปได้.  ส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้ใบแดงเป็นผู้สมัครที่มีหลักฐานชัดเจนว่าทุจริต ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี ทั้งยังอาจถูกดำเนินคดีอาญา และชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่ด้วย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๒) (๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๒)

          สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัขมีอีกหลายสำนวน เป็นสำนวนที่เปรียบอาการต่าง ๆ ของสุนัขกับคนเมื่อต่อสู้หรือเผชิญกับศัตรู เช่น หมาลอบกัด หมายถึง คนที่แอบทำร้ายผู้อื่นลับหลัง. หมาหมู่  หมายถึง คนที่รุมทำร้ายผู้อื่น. หมาเห่าไม่กัด เป็นลักษณะของสุนัขที่เห่ามักจะไม่ดุ ส่วนสุนัขที่ดุ มักจะไม่เห่า  จึงนำมาเปรียบกับคนที่มักจะส่งเสียงเอะอะอวดเก่งแต่ไม่เอาจริง.  หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นอาการของสุนัขที่เห่าเพียงเพราะได้ยินเสียงกรอบแกรบ หรือเห็นใบตองแห้งไหว ๆ จึงเปรียบกับคนที่ชอบส่งเสียงเอะอะโวยวายตำหนิผู้อื่น แต่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาจริง ๆ.  หมากัดอย่ากัดตอบ หมายถึง ไม่ควรทะเลาะวิวาทกับคนที่กำลังพาล.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

บิดตะกูด-บิดจะกูด (๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔)

บิดตะกูด-บิดจะกูด

          บิดตะกูด หรือ บิดจะกูด หมายความว่า บิดไปบิดมา อิดเอื้อนไม่ยอมทำงานหรือไม่ยอมทำตามคำสั่ง. สันนิษฐานว่า ตะกูด หรือ จะกูด มาจากคำว่า จังกูด หมายถึง หางเสือเรือ เป็นเครื่องถือท้ายเรือ ทำด้วยไม้เป็นแผ่นใหญ่ รูปร่างคล้ายพาย มีด้ามยาว เมื่อจะบังคับให้เรือหันหัวไปทางทิศใดก็จะใช้มือบิดหรือปัดจังกูดไปในทิศทางตรงข้าม

          คำว่า จังกูด มาจากภาษาเขมรว่า จงฺกูต (อ่านว่า จ็อง-โกต) ในภาษาไทยใช้ว่า จะกูด หรือ ตะกูด. การบิดตะกูดเรือไปมานำมาเปรียบกับการบิดขี้เกียจของคนที่บ่ายเบี่ยงไม่อยากทำงาน จึงใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบว่า บิดตะกูด หรือ บิดจะกูด เช่น พอจะออกไปเที่ยวละก็ขมีขมันดีนักเชียว แต่พอแม่เรียกไปทำงานกลับบิดตะกูดอยู่นั่นแหละ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เป็นปี่เป็นขลุ่ย (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

เป็นปี่เป็นขลุ่ย

          เป็นปี่เป็นขลุ่ย เป็นสำนวนหมายความว่า เข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมเกลียวไปด้วยกัน พูดจาเออออรับกันไปได้อย่างต่อเนื่อง

          สำนวนนี้มาจากการบรรเลงดนตรีไทย ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง มีปี่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าเพื่อดำเนินทำนองโหยหวนโลดลอย ในขณะเดียวกันก็ต้องกลมกลืนกับทำนองของเครื่องตีได้แก่ระนาดและฆ้อง

          ส่วนขลุ่ยก็เป็นเครื่องเป่าเพื่อดำเนินทำนองเช่นเดียวกับปี่ แต่เป็นเครื่องดนตรีประจำวงคนละประเภท จึงไม่ใช้เป่าด้วยกัน

          สำนวน เป็นปี่เป็นขลุ่ย นำมาเปรียบเทียบในลักษณะประชดกับคนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้แต่กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี เช่น เด็ก ๒ คนนี้ปรกติก็เถียงกัน พอบอกว่าจะไปเที่ยวก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กระสือ (๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔)

กระสือ

          คำว่า กระสือ มีหลายความหมาย ความหมายแรกคือ ผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่าเข้าสิงอยู่ในตัวผู้หญิง ถอดหัวและไส้ออกหากินของโสโครกในเวลากลางคืน ไส้มีแสงเรือง. เรียกผลกล้วยที่ลีบและแกร็น เนื้อแข็ง บ่มไม่สุก ว่า กล้วยกระสือดูด. ความหมายที่ ๒ กระสือเป็นคำเรียกเห็ดชนิดหนึ่ง เรืองแสงได้ในเวลากลางคืน. ความหมายที่ ๓ เป็นชื่อว่านชนิดหนึ่ง ต้นและหัวคล้ายขมิ้นอ้อย สีขาว ฉุนร้อน ตามตํารากบิลว่านว่า เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายเป็นแสงเรืองในเวลากลางคืน เชื่อกันว่า ชอบไปเที่ยวหากินของโสโครกเหมือนกระสือ. นอกจากนี้ คำว่า กระสือ ยังเป็นชื่อหนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของแมลงพวกหิ่งห้อย และหิ่งห้อยตัวเมียซึ่งไม่มีปีก สามารถทำแสงกระพริบเห็นเป็นสีเขียวอมเหลืองอ่อน เรียกว่า หนอนกระสือ. ไข่ของหนอนกระสือบางชนิดก็เรืองแสงได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สำนวนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าน้ำ (๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ออกอากาศซ้ำ)

สำนวนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าน้ำ

          น้ำเป็นสิ่งสำคัญและผูกพันกับชีวิตมนุษย์ คนไทยจึงนำคำว่าน้ำมาใช้เป็นคำขึ้นต้นสำนวน เช่น น้ำขึ้นให้รีบตักหมายความว่ามีโอกาสดีควรรีบทำ.  นอกจากนี้ยังมีสำนวน น้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก หมายความว่า แม้จะไม่พอใจก็ยังแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม. น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ หมายความว่าอย่าขัดขวางผู้ที่กำลังโกรธหรือผู้มีอำนาจ. น้ำลอดใต้ทราย หมายความว่าการกระทำอย่างเร้นลับไม่มีผู้รู้เห็น. น้ำซึมบ่อทราย หมายความว่าหาได้มาเรื่อย ๆ. น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง หมายความว่าพูดมากแต่ได้เนื้อหาสาระน้อย. น้ำท่วมปาก หมายความว่าพูดไม่ออกหรือไม่กล้าพูดเพราะเกรงจะมีภัยแก่ตนหรือผู้อื่น. น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หมายความว่า ฝ่ายข้างน้อยย่อมพ่ายแพ้ฝ่ายข้างมาก. น้ำนิ่งไหลลึก  หมายความว่า คนที่มีท่าทางเงียบขรึมแต่มีความคิดที่ลึกซึ้งหรือมีความร้ายกาจซ่อนอยู่. น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า หมายความว่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน. น้ำมาปลากินมดน้ำลดมดกินปลา หมายถึง ทีใครทีมัน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เกาะชายผ้าเหลือง (๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)

เกาะชายผ้าเหลือง

          เกาะชายผ้าเหลือง เป็นสำนวน มีความหมายว่า อาศัยบุญจากการบวชเป็นภิกษุของลูกช่วยให้พ้นบาป. สำนวนนี้มีที่มาจากเรื่อง สุบินกลอนสวด ซึ่งเล่าว่า สุบินมีพ่อแม่เป็นคนใจบาป พ่อตายไปแล้วและเป็นเปรตอยู่ สุบินบวชเป็นเณร วันหนึ่งพญายมให้ยมทูตออกตรวจโลกมนุษย์และได้มาพบแม่ของสุบินนอนหลับอยู่ จึงนำตัวมาสอบประวัติและพบว่า นางไม่เคยทำบุญเลย พญายมจึงสั่งให้ลงโทษ   แต่ขณะที่ไฟนรกกำลังจะไหม้นางนั้นนางเห็นแสงไฟเหมือนจีวรของลูกที่บวชเป็นเณรอยู่ ทันใดนั้นก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารับและไฟนรกก็ดับไป เพราะนางนึกเห็นผ้าเหลืองของลูกชายจึงพ้นจากโทษที่กำลังจะได้รับ และเมื่อสุบินได้บวชเป็นภิกษุก็ช่วยพ่อให้พ้นจากการเป็นเปรต.  เรื่องของสุบินกุมารทำให้ผู้ชายไทยเชื่อว่าเมื่อตนบวชจะทำให้ได้กุศล และพ่อแม่ได้อาศัยกุศลนั้นจึงพ้นบาป เกิดเป็นคำกล่าวว่า ลูกบวชให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลือง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.