เป็นปี่เป็นขลุ่ย (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

เป็นปี่เป็นขลุ่ย

          เป็นปี่เป็นขลุ่ย เป็นสำนวนหมายความว่า เข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมเกลียวไปด้วยกัน พูดจาเออออรับกันไปได้อย่างต่อเนื่อง

          สำนวนนี้มาจากการบรรเลงดนตรีไทย ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง มีปี่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าเพื่อดำเนินทำนองโหยหวนโลดลอย ในขณะเดียวกันก็ต้องกลมกลืนกับทำนองของเครื่องตีได้แก่ระนาดและฆ้อง

          ส่วนขลุ่ยก็เป็นเครื่องเป่าเพื่อดำเนินทำนองเช่นเดียวกับปี่ แต่เป็นเครื่องดนตรีประจำวงคนละประเภท จึงไม่ใช้เป่าด้วยกัน

          สำนวน เป็นปี่เป็นขลุ่ย นำมาเปรียบเทียบในลักษณะประชดกับคนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้แต่กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี เช่น เด็ก ๒ คนนี้ปรกติก็เถียงกัน พอบอกว่าจะไปเที่ยวก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กระสือ (๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔)

กระสือ

          คำว่า กระสือ มีหลายความหมาย ความหมายแรกคือ ผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่าเข้าสิงอยู่ในตัวผู้หญิง ถอดหัวและไส้ออกหากินของโสโครกในเวลากลางคืน ไส้มีแสงเรือง. เรียกผลกล้วยที่ลีบและแกร็น เนื้อแข็ง บ่มไม่สุก ว่า กล้วยกระสือดูด. ความหมายที่ ๒ กระสือเป็นคำเรียกเห็ดชนิดหนึ่ง เรืองแสงได้ในเวลากลางคืน. ความหมายที่ ๓ เป็นชื่อว่านชนิดหนึ่ง ต้นและหัวคล้ายขมิ้นอ้อย สีขาว ฉุนร้อน ตามตํารากบิลว่านว่า เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายเป็นแสงเรืองในเวลากลางคืน เชื่อกันว่า ชอบไปเที่ยวหากินของโสโครกเหมือนกระสือ. นอกจากนี้ คำว่า กระสือ ยังเป็นชื่อหนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของแมลงพวกหิ่งห้อย และหิ่งห้อยตัวเมียซึ่งไม่มีปีก สามารถทำแสงกระพริบเห็นเป็นสีเขียวอมเหลืองอ่อน เรียกว่า หนอนกระสือ. ไข่ของหนอนกระสือบางชนิดก็เรืองแสงได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สำนวนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าน้ำ (๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ออกอากาศซ้ำ)

สำนวนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าน้ำ

          น้ำเป็นสิ่งสำคัญและผูกพันกับชีวิตมนุษย์ คนไทยจึงนำคำว่าน้ำมาใช้เป็นคำขึ้นต้นสำนวน เช่น น้ำขึ้นให้รีบตักหมายความว่ามีโอกาสดีควรรีบทำ.  นอกจากนี้ยังมีสำนวน น้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก หมายความว่า แม้จะไม่พอใจก็ยังแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม. น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ หมายความว่าอย่าขัดขวางผู้ที่กำลังโกรธหรือผู้มีอำนาจ. น้ำลอดใต้ทราย หมายความว่าการกระทำอย่างเร้นลับไม่มีผู้รู้เห็น. น้ำซึมบ่อทราย หมายความว่าหาได้มาเรื่อย ๆ. น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง หมายความว่าพูดมากแต่ได้เนื้อหาสาระน้อย. น้ำท่วมปาก หมายความว่าพูดไม่ออกหรือไม่กล้าพูดเพราะเกรงจะมีภัยแก่ตนหรือผู้อื่น. น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หมายความว่า ฝ่ายข้างน้อยย่อมพ่ายแพ้ฝ่ายข้างมาก. น้ำนิ่งไหลลึก  หมายความว่า คนที่มีท่าทางเงียบขรึมแต่มีความคิดที่ลึกซึ้งหรือมีความร้ายกาจซ่อนอยู่. น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า หมายความว่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน. น้ำมาปลากินมดน้ำลดมดกินปลา หมายถึง ทีใครทีมัน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เกาะชายผ้าเหลือง (๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)

เกาะชายผ้าเหลือง

          เกาะชายผ้าเหลือง เป็นสำนวน มีความหมายว่า อาศัยบุญจากการบวชเป็นภิกษุของลูกช่วยให้พ้นบาป. สำนวนนี้มีที่มาจากเรื่อง สุบินกลอนสวด ซึ่งเล่าว่า สุบินมีพ่อแม่เป็นคนใจบาป พ่อตายไปแล้วและเป็นเปรตอยู่ สุบินบวชเป็นเณร วันหนึ่งพญายมให้ยมทูตออกตรวจโลกมนุษย์และได้มาพบแม่ของสุบินนอนหลับอยู่ จึงนำตัวมาสอบประวัติและพบว่า นางไม่เคยทำบุญเลย พญายมจึงสั่งให้ลงโทษ   แต่ขณะที่ไฟนรกกำลังจะไหม้นางนั้นนางเห็นแสงไฟเหมือนจีวรของลูกที่บวชเป็นเณรอยู่ ทันใดนั้นก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารับและไฟนรกก็ดับไป เพราะนางนึกเห็นผ้าเหลืองของลูกชายจึงพ้นจากโทษที่กำลังจะได้รับ และเมื่อสุบินได้บวชเป็นภิกษุก็ช่วยพ่อให้พ้นจากการเป็นเปรต.  เรื่องของสุบินกุมารทำให้ผู้ชายไทยเชื่อว่าเมื่อตนบวชจะทำให้ได้กุศล และพ่อแม่ได้อาศัยกุศลนั้นจึงพ้นบาป เกิดเป็นคำกล่าวว่า ลูกบวชให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลือง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๑) (๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๑)

          ในภาษาไทยมีสำนวนที่เกี่ยวกับสุนัขหลายสำนวน เนื่องจากคนไทยมักจะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน  มักจะสังเกตอาการพฤติกรรมต่าง ๆ ของสุนัขได้ดี  จึงนำข้อสังเกตนั้นมาเป็นสำนวนเพื่อสั่งสอนคนหลายสำนวน และในสำนวนนั้นใช้คำว่า หมา  โดยเปรียบคนที่ทำอาการไม่ดีต่าง ๆ ว่าเป็นหมา เช่น คนที่เข้ากับคน ๒ ฝ่ายที่ไม่ถูกกัน เรียกว่า หมาสองราง.  ชายที่หยอกล้อหญิงสาวอย่างทีเล่นทีจริง ในทำนองชู้สาว เรียกว่า หมาหยอกไก่.  คนที่หวงสิ่งที่ตนใช้ประโยชน์ไม่ได้ เรียกว่า หมาหวงก้าง.  คนที่มีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดแล้วชวนคนอื่นให้ทำตาม เรียกว่า  หมาหางด้วน.  คนที่เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกว่า  หมาถูกน้ำร้อน. เปรียบคนที่ไม่สามารถได้ของที่ต้องการว่า เหมือนหมาเห็นข้าวเปลือก.  เปรียบคนที่ไม่มีคนรักว่าเป็นหมาหัวเน่า.  ส่วนคนที่ชอบยกตนเองโดยไม่มีใครเห็นด้วย จะถูกล้อว่า  หมาขี้ไม่มีใครยกหาง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ผ้าป่า (๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ผ้าป่า

          ผ้าป่า หมายถึงผ้าและเครื่องบริวารต่าง ๆ ที่นำไปวางทอดไว้ให้ดูคล้ายกับทิ้งไว้ในป่าเพื่อให้พระภิกษุชักเอาไป จัดเป็นการทำบุญซึ่งนิยมกันมากอย่างหนึ่ง การนำผ้าไปวางทอดดังกล่าวนี้เรียกเป็นคำกริยาว่า ทอดผ้าป่า

          ในการทอดผ้าป่า มักจะมีการบอกบุญเรี่ยไรจตุปัจจัยจากพุทธบริษัท ทำให้ได้เงินทองสิ่งของทะนุบำรุงพุทธศาสนาคราวละมาก ๆ ปัจจุบันจึงมีผู้นำวิธีทอดผ้าป่ามาใช้ในการเรี่ยไรรับบริจาคสิ่งของอื่น ๆ เช่น ข้าวสาร หนังสือ ต้นไม้ และยังคงเรียกว่า ทอดผ้าป่า จึงเกิดคำว่า ผ้าป่าข้าวสาร ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าต้นไม้ สิ่งของที่รับบริจาคมาแล้วอาจจะมอบให้วัดหรือผู้อื่นก็ได้ เช่น ทอดผ้าป่าการศึกษาเพื่อรวบรวมเงินให้แก่โรงเรียน นำไปพัฒนาการศึกษา

          คำว่า ผ้าป่า จึงขยายความหมายกว้างขึ้นจากผ้าที่ทอด วางทิ้งไว้ในป่า มาเป็นเงินหรือสิ่งของที่บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ และไม่จำเป็นต้องวางทิ้งไว้ในป่า

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เห็นชายผ้าเหลือง (๓๐ กันยายน ๒๕๕๔)

เห็นชายผ้าเหลือง

          สำนวน เห็นชายผ้าเหลือง มาจากถ้อยคำที่ผู้ชายพูดว่า  บวชเพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง.  หรือพ่อแม่พูดว่า ก่อนตายขอได้เห็นชายผ้าเหลือง.

          ผ้าเหลือง เป็นผ้าที่ภิกษุในพระพุทธศาสนาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ประกอบด้วยผ้านุ่งที่เรียกว่า สบง  ผ้าที่ห่มคลุมทั้งตัวที่เรียกว่าจีวร และผ้าคลุมกันหนาวอีกผืนหนึ่งที่ภิกษุใช้ทาบบนจีวร เรียกว่า สังฆาฏิ คนไทยเรียกผ้าไตรจีวรว่า ผ้าเหลือง.  ในภาษาพูดอาจจะใช้คำว่า ผ้าเหลือง หมายถึงพระภิกษุ  เช่น ไม่เห็นแก่ชีก็เห็นแก่ผ้าเหลือง.  ในวัฒนธรรมไทย ผู้ชายไทยเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีจะบวชเป็นภิกษุอย่างน้อย ๑ พรรษา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และได้รับการอบรมคุณธรรมเพื่อให้เป็นพลเมืองดีเป็นผู้นำครอบครัวได้ต่อไป. ในสมัยก่อนการบวชเป็นภิกษุเป็นความจำเป็นเนื่องจากเป็นทางให้กุลบุตรได้รับการศึกษาอบรม. พ่อแม่จึงให้ลูกชายให้บวชสักพรรษาหนึ่งก่อนที่จะแต่งงานมีครอบครัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.