กู่ไม่กลับ (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๔)

กู่ไม่กลับ

          กู่ไม่กลับ มีความหมายว่า ส่งสัญญาณเรียกหาแล้ว ไม่ยอมมาหาหรือไม่ยอมกลับมา. เมื่อใช้เป็นสำนวน หมายความว่า  ไม่ฟังคำทัดทาน ห้ามไม่อยู่ ใช้กับพฤติกรรมที่เกินพอดี เช่น เด็กคนนี้ติดเกมจนกู่ไม่กลับ.  

          กู่ เป็นคำกริยา หมายความว่า ส่งเสียงวู้ ๆ ดัง ๆ ให้เป็นสัญญาณให้รู้ตำแหน่งแห่งที่ เช่น เขาหลงทางอยู่ในป่าลึก พอได้ยินเสียงคนกู่ร้องเรียกจึงค่อยใจชื้นขึ้นว่ามีคนมาช่วยแล้ว.  เรือแล่นสวนกันในแม่น้ำขณะที่หมอกลงจัดจนมองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร จึงมักจะกู่เพื่อให้รู้ว่ามีเรือสวนมา.

          ปรกติการกู่นั้น มักเปล่งเสียงดัง ๆ เพื่อเรียกหากันหรือเพื่อให้กำหนดรู้ตำแหน่งแห่งที่ของผู้กู่ หรือเพื่อส่งสัญญาณให้กลับหรือตอบกลับมา

          กู่ไม่กลับจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบคนที่ทำอะไรจนเกินกว่าที่จะเรียกให้กลับได้ เช่น เด็กคนนี้ใจแตก ชอบหนีเที่ยวกลางคืนบ่อย ๆ แม่ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง กู่ไม่กลับเสียแล้ว.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตบะแตก (๒ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ตบะแตก

          ตบะ หมายถึง พิธีข่มกิเลสโดยทรมานตัว ผู้บำเพ็ญตบะคือฤๅษี.  ตบะแตก หมายถึง บำเพ็ญตบะต่อไปไม่ได้เพราะทนสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ปัจจุบันมักใช้หมายถึง สิ้นความอดทน หมดความอดกลั้น เช่น เขาตั้งใจว่าวันนี้จะทำรายงานให้เสร็จ แต่พอเพื่อนชวนหนักเข้าก็ตบะแตก เลิกทำรายงาน ออกไปดูหนังกับเพื่อน.

          เรื่องเล่าเกี่ยวกับฤๅษีที่ตบะแตก ปรากฏอยู่ในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่นในวรรณคดีสันสกฤตเรื่องมหาภารตะ ฤๅษีวิศวามิตรบำเพ็ญตบะนานเป็นพัน ๆ ปี จนมีบารมีมากแข่งกับพระอินทร์ได้. พระอินทร์จึงส่งนางอัปสรชื่อเมนกา (อ่านว่า เม-นะ -กา) ไปยั่วยวนจนบำเพ็ญตบะไม่ได้และได้นางเป็นภรรยา มีธิดาชื่อศกุนตลา. ต่อมาฤๅษีวิศวามิตรบำเพ็ญตบะอีก ๑๐๐๐ ปี และพยายามข่มกิเลสไม่ยอมให้ตบะแตกอีก เมื่อพระอินทร์ส่งนางอัปสรชื่อนางรัมภามายั่วยวน ฤๅษีวิศวามิตรไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ จึงสาปนางให้กลายเป็นหินไปหมื่นปี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๒) (๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๒)

          สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัขมีอีกหลายสำนวน เป็นสำนวนที่เปรียบอาการต่าง ๆ ของสุนัขกับคนเมื่อต่อสู้หรือเผชิญกับศัตรู เช่น หมาลอบกัด หมายถึง คนที่แอบทำร้ายผู้อื่นลับหลัง. หมาหมู่  หมายถึง คนที่รุมทำร้ายผู้อื่น. หมาเห่าไม่กัด เป็นลักษณะของสุนัขที่เห่ามักจะไม่ดุ ส่วนสุนัขที่ดุ มักจะไม่เห่า  จึงนำมาเปรียบกับคนที่มักจะส่งเสียงเอะอะอวดเก่งแต่ไม่เอาจริง.  หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นอาการของสุนัขที่เห่าเพียงเพราะได้ยินเสียงกรอบแกรบ หรือเห็นใบตองแห้งไหว ๆ จึงเปรียบกับคนที่ชอบส่งเสียงเอะอะโวยวายตำหนิผู้อื่น แต่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาจริง ๆ.  หมากัดอย่ากัดตอบ หมายถึง ไม่ควรทะเลาะวิวาทกับคนที่กำลังพาล.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

บิดตะกูด-บิดจะกูด (๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔)

บิดตะกูด-บิดจะกูด

          บิดตะกูด หรือ บิดจะกูด หมายความว่า บิดไปบิดมา อิดเอื้อนไม่ยอมทำงานหรือไม่ยอมทำตามคำสั่ง. สันนิษฐานว่า ตะกูด หรือ จะกูด มาจากคำว่า จังกูด หมายถึง หางเสือเรือ เป็นเครื่องถือท้ายเรือ ทำด้วยไม้เป็นแผ่นใหญ่ รูปร่างคล้ายพาย มีด้ามยาว เมื่อจะบังคับให้เรือหันหัวไปทางทิศใดก็จะใช้มือบิดหรือปัดจังกูดไปในทิศทางตรงข้าม

          คำว่า จังกูด มาจากภาษาเขมรว่า จงฺกูต (อ่านว่า จ็อง-โกต) ในภาษาไทยใช้ว่า จะกูด หรือ ตะกูด. การบิดตะกูดเรือไปมานำมาเปรียบกับการบิดขี้เกียจของคนที่บ่ายเบี่ยงไม่อยากทำงาน จึงใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบว่า บิดตะกูด หรือ บิดจะกูด เช่น พอจะออกไปเที่ยวละก็ขมีขมันดีนักเชียว แต่พอแม่เรียกไปทำงานกลับบิดตะกูดอยู่นั่นแหละ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เป็นปี่เป็นขลุ่ย (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

เป็นปี่เป็นขลุ่ย

          เป็นปี่เป็นขลุ่ย เป็นสำนวนหมายความว่า เข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมเกลียวไปด้วยกัน พูดจาเออออรับกันไปได้อย่างต่อเนื่อง

          สำนวนนี้มาจากการบรรเลงดนตรีไทย ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง มีปี่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าเพื่อดำเนินทำนองโหยหวนโลดลอย ในขณะเดียวกันก็ต้องกลมกลืนกับทำนองของเครื่องตีได้แก่ระนาดและฆ้อง

          ส่วนขลุ่ยก็เป็นเครื่องเป่าเพื่อดำเนินทำนองเช่นเดียวกับปี่ แต่เป็นเครื่องดนตรีประจำวงคนละประเภท จึงไม่ใช้เป่าด้วยกัน

          สำนวน เป็นปี่เป็นขลุ่ย นำมาเปรียบเทียบในลักษณะประชดกับคนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้แต่กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี เช่น เด็ก ๒ คนนี้ปรกติก็เถียงกัน พอบอกว่าจะไปเที่ยวก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กระสือ (๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔)

กระสือ

          คำว่า กระสือ มีหลายความหมาย ความหมายแรกคือ ผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่าเข้าสิงอยู่ในตัวผู้หญิง ถอดหัวและไส้ออกหากินของโสโครกในเวลากลางคืน ไส้มีแสงเรือง. เรียกผลกล้วยที่ลีบและแกร็น เนื้อแข็ง บ่มไม่สุก ว่า กล้วยกระสือดูด. ความหมายที่ ๒ กระสือเป็นคำเรียกเห็ดชนิดหนึ่ง เรืองแสงได้ในเวลากลางคืน. ความหมายที่ ๓ เป็นชื่อว่านชนิดหนึ่ง ต้นและหัวคล้ายขมิ้นอ้อย สีขาว ฉุนร้อน ตามตํารากบิลว่านว่า เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายเป็นแสงเรืองในเวลากลางคืน เชื่อกันว่า ชอบไปเที่ยวหากินของโสโครกเหมือนกระสือ. นอกจากนี้ คำว่า กระสือ ยังเป็นชื่อหนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของแมลงพวกหิ่งห้อย และหิ่งห้อยตัวเมียซึ่งไม่มีปีก สามารถทำแสงกระพริบเห็นเป็นสีเขียวอมเหลืองอ่อน เรียกว่า หนอนกระสือ. ไข่ของหนอนกระสือบางชนิดก็เรืองแสงได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.