นอนกินบ้านกินเมือง (๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

นอนกินบ้านกินเมือง

          นอนกินบ้านกินเมือง หรือ นอนกินเมืองเป็นสำนวนที่ผู้ใหญ่ใช้ประชดลูกหลานที่ชอบนอนตื่นสาย เดิมสำนวน กินเมือง มีความหมายว่า ครองเมืองหรือได้เป็นเจ้าเมือง ในวรรณคดีเรื่องราชาธิราช เมื่อกษัตริย์จะปูนบำเหน็จให้ผู้ใดเป็นเจ้าเมืองก็จะใช้คำว่า ให้ไปกินเมือง ดังที่พระเจ้าราชาธิราชทรงแต่งตั้งอำมาตย์ทินให้เป็นอำมาตย์ทินมณิกรอด (อ่านว่า ทิน-มะ -นิก-รอด) ไปกินเมืองเสรียง (อ่านว่า สะ -เรียง)

          สำนวน กินบ้านกินเมือง นอกจากจะใช้ประชดผู้ที่นอนตื่นสายมาก แล้ว ปัจจุบัน ยังใช้หมายถึง การคดโกงทรัพย์สินของประเทศชาติ เช่น เจ้าหน้าที่ที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เรียกได้ว่าเป็นพวกที่กินบ้านกินเมือง เราควรช่วยกันกำจัดคนที่กินบ้านกินเมืองให้สิ้นไป.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เรือแซ (๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔)

เรือแซ

          เรือแซ เป็นชื่อเรือรบแบบหนึ่งของไทยมาแต่โบราณ ปัจจุบันใช้ร่วมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

          คำว่า แซ ที่ใช้เป็นชื่อเรือนี้ สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า เซ ซึ่งในพจนานุกรมภาษาลาว ให้ความหมายว่า แม่น้ำสายเล็ก ตัวอย่างคำที่ใช้ เซ เช่น เซมูน คือ แม่น้ำมูน  เซลำเภา คือ แม่น้ำลำเภา  ปากเซ ชื่อเมืองท่องเที่ยวในแขวงจำปาศักดิ์ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเซโดน ในลาวใต้ เขตติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานีของไทย  เซกา เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ อาจจะมาจากชื่อแม่น้ำ

          เรือแซ เป็นเรือที่ใช้ในลำน้ำ มีประวัติว่าเป็นเรือลำเลียงพล ศัสตราวุธ และเสบียงอาหาร ใช้ตีกรรเชียงลำละประมาณ ๒๐ กรรเชียง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กินเศษกินเลย (๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

กินเศษกินเลย

          กินเศษกินเลย ประกอบด้วยคำว่า กิน เศษ และ เลย. คำว่า กิน ในสำนวนนี้หมายถึง ยักยอกเอาสิ่งของหรือผลประโยชน์ไปเป็นของตน เช่น เจ้าหน้าที่จัดซื้อคนนี้กินของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอิฐ หิน ดิน ทราย. แม่ครัวคนนี้กินค่ากับข้าวเป็นประจำ. ส่วนคำว่า เศษ และคำว่า เลย มีความหมายเหมือนกันคือ ส่วนที่เกินออกไป ส่วนที่มากกว่าจำนวนที่กำหนด ส่วนที่เหลือจากส่วนใหญ่.

         เมื่อรวมเป็น กินเศษกินเลย มีความหมายว่า ยักยอกส่วนที่เกินกำหนดหรือส่วนที่ดูเหมือนจะเหลืออยู่ไปเป็นของตนโดยมิชอบ เช่น บริษัทนี้กิจการดูท่าจะดีแต่ไม่ค่อยมีกำไร เพราะพนักงานแต่ละคนกินเศษกินเลยกันทุกเรื่อง. เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินชอบกินเศษกินเลยจึงถูกตั้งกรรมการสอบสวน. ลูกจ้างคนนี้ทำงานก็ดีอยู่หรอก แต่ชอบกินเศษกินเลย เจ้านายทนไม่ไหวเลยไล่ออกไปแล้ว กินเศษกินเลยถือเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ราชรถมาเกย (๙ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ราชรถมาเกย

          ราชรถมาเกย เป็นสำนวนหมายความว่า ได้รับโชคลาภหรือตำแหน่งสำคัญโดยไม่รู้ตัว เช่น อยู่ดี ๆ ท่านอธิบดีก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต รองอธิบดีก็มีเรื่องพัวพันกับการทุจริต เขาจึงได้เลื่อนเป็นอธิบดีแทน ราชรถมาเกยโดยไม่ทันรู้ตัวเลย. สำนวนราชรถมาเกยเป็นสำนวนที่มาจากประเพณีการปฏิบัติในสมัยโบราณ เมื่อพระมหากษัตริย์สิ้นพระชนม์โดยที่ยังไม่มีผู้สืบราชสมบัติ ไม่มีพระราชโอรสหรือพระยุพราช ตามธรรมเนียมขุนนางข้าราชการทั้งหลายจะพร้อมใจกันเสี่ยงราชรถ คือจัดรถพระที่นั่งผูกม้าแล้วปล่อยไปเพื่อเสี่ยงทาย ม้านำรถไปหยุดอยู่ตรงผู้ใด ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีบุญซึ่งเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเลือกให้มาเป็นพระมหากษัตริย์ ขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็จะเชิญผู้นั้นให้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป เรียกเป็นสำนวนว่า ราชรถมาเกย.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ตีปลาหน้าไซ (๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ตีปลาหน้าไซ

         ตีปลาหน้าไซ เป็นสำนวนมีความหมายว่าพูดหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้กิจการของผู้อื่นซึ่งกำลังดำเนินไปด้วยดีต้องหยุดชะงักลงหรือไม่สำเร็จ เปรียบกับการจับปลาโดยใช้ไซวางไว้ในลำน้ำเพื่อดักให้ปลาเข้า เมื่อมีคนตีปลาหรือกระทุ่มน้ำตรงหน้าไซทำให้น้ำปั่นป่วนปลาจึงตื่นหนีไปไม่เข้าไซที่ดักไว้.

          สำนวนตีปลาหน้าไซ ใช้เปรียบเทียบคำพูดหรือการกระทำซึ่งขัดขวางกิจการที่กำลังดำเนินไปด้วยดีให้หยุดชะงักลง หรือขัดผลประโยชน์ที่เขาควรมีควรได้อยู่แล้วให้เสียไป เช่น แม่ค้าเขาต้องว่าฉันเป็นพวกชอบตีปลาหน้าไซแน่ ๆ เพราะเวลาเพื่อนจะซื้อของฉันมักถามว่า ที่ซื้อไปแล้วได้ใช้แล้วหรือ ทำให้เพื่อนตัดสินใจไม่ซื้อทำให้แม่ค้าเขาเสียผลประโยชน์ไป

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

หลาก (๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๔)

หลาก

          คำว่า หลาก มีหลายความหมาย ความหมายแรก หลาก หมายถึง ต่าง ๆ เช่น ในป่านี้มีนกหลากพรรณ. แขกที่มาร่วมงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสี. อาหารไทยมีหลากรสให้เลือกรับประทาน.  ความหมายที่ ๒ หลาก หมายถึง แปลก ประหลาด ใช้ในคำว่า หลากจิต หมายถึง แปลกใจหรือประหลาดใจ เช่นที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องอิเหนา ตอนเกิดอิเหนากุเรปัน ว่า ครั้นนิทราตื่นฟื้นองค์ ให้หลากจิตพิศวงสงสัย จึ่งทูลพระภัสดาทันใด โดยในนิมิตเยาวมาลย์. ความหมายที่ ๓ หลาก หมายถึง อาการที่น้ำไหลแรงและแผ่เป็นบริเวณกว้างผิดปรกติ เช่น ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันทำให้มีน้ำจากยอดเขาหลากลงมาท่วมบ้านเรือนเสียหาย. กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนชาวบ้านที่อยู่บริเวณเชิงเขาให้ระวังอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก. หนังสือพิมพ์ลงข่าวน้ำเหนือล้นเขื่อนหลากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ปิ่นพระศิวะ (๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ปิ่นพระศิวะ

          ปิ่นพระศิวะ หมายถึง พระจันทร์ ซึ่งพระศิวะนำมาเสียบเป็นปิ่นบนพระเมาลี (มวยผม) ของพระองค์

          ครั้งหนึ่งบนสวรรค์ พระจันทร์ลักพานางดาราซึ่งเป็นชายาของพระพฤหัสบดีไปไว้ที่วิมานของตน พระพฤหัสบดีติดตามมาขอนางคืน และได้ต่อสู้กับพระจันทร์ พระพฤหัสบดีแพ้ จึงไปฟ้องพระพรหม พระพรหมบังคับให้พระจันทร์คืนนางดาราแก่พระพฤหัสบดี และลงโทษพระจันทร์ไม่ให้เข้าประชุมในเทวสภากับเหล่าเทพทั้งหลายอีกต่อไป พระจันทร์ยอมคืนนาง. พระศิวะหรือพระอิศวรทรงเมตตาจึงช่วยเหลือพระจันทร์ โดยใช้พระจันทร์เสี้ยวเป็นปิ่นประดับไว้ที่พระเมาลี พระจันทร์จึงมีโอกาสได้เข้าเทวสภาด้วยทุกครั้ง และได้นามว่า ศิวเศขร (อ่านว่า สิ-วะ-เส-ขอน) แปลว่า ผู้เป็นปิ่นปักผมของพระศิวะหรือพระอิศวร และพระศิวะได้ชื่อว่า จันทรเศขร (อ่านว่า จัน-ทะระ -เส-ขอน) แปลว่า ผู้มีพระจันทร์เป็นปิ่น. รูปปั้นหรือเห็นภาพวาดของพระอิศวรจึงมีรูปพระจันทร์เสี้ยวประดับอยู่ที่พระเมาลี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.