นึ่งหม้อเกลือ (๒๕ กันยายน ๒๕๕๔)

นึ่งหม้อเกลือ

          ในอดีตการฟื้นฟูร่างกายของหญิงหลังการคลอดบุตรมักทำเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เริ่มด้วยการอยู่ไฟเพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เป็นผลให้อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะมดลูกเข้าสู่สภาพปรกติเร็วขึ้น เรียกว่า มดลูกเข้าอู่ นอกจากนี้ยังมีวิธีการปรับสภาพร่างกายอย่างอื่นอีก เช่น นึ่งหม้อเกลือ ประคบตัว และ
เข้ากระโจม

          การนึ่งหม้อเกลือ เป็นวิธีทำให้ร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องของผู้หญิงได้รับความร้อนหลังการคลอดบุตร. ในอดีตผู้หญิงที่มีอาชีพทำคลอดตามแผนโบราณซึ่งเรียกกันว่าหมอตำแย จะเป็นผู้นึ่งหม้อเกลือให้แก่หญิงหลังคลอด. นึ่งหม้อเกลือ คือใช้หม้อดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖ นิ้ว บรรจุเกลือเม็ดประมาณครึ่งหม้อ ปิดฝาหม้อตั้งไฟให้ร้อนจัด นำมาห่อหรือพันด้วยใบพลับพลึงซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ใช้ผ้าหนา ๆ หุ้มทับอีกทีหนึ่ง แล้วนำไปนาบที่หน้าท้อง บริเวณรอบเอว และหลัง เพื่อให้ความร้อนแก่ร่างกาย มดลูกจะได้เข้าอู่เร็วขึ้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ระลอก-คลื่น (๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ระลอก-คลื่น

          ระลอก หมายถึง คลื่นขนาดเล็กในแหล่งน้ำต่าง ๆ   เช่น ระลอกน้ำในลำธาร.  น้ำในสระไหวเป็นระลอก. ระลอกคลื่นที่ซัดเข้าชายหาดเป็นฟองขาวดูสวยดี.  ระลอกใช้เป็นลักษณนามของน้ำก็ได้ เช่น น้ำระลอกใหม่สมทบกับน้ำระลอกเก่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหาย. ใช้เปรียบกับคนที่ทยอยเข้ามาเป็นระยะ ๆ เช่น ผู้ที่อพยพหนีน้ำท่วมเข้ามาพักที่ศูนย์นี้เป็นระลอก ๆ.

          คลื่น หมายถึงการเคลื่อนไหวของน้ำในทะเล หรือแม่น้ำลำคลองในลักษณะที่นูนสูงกว่าระดับปกติแล้วลดลง  และใช้เรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คลื่นเสียง  คลื่นวิทยุ   ลักษณนามของคลื่น คือ ลูก จึงเรียกคลื่นว่า ลูกคลื่น ก็ได้ และเรียกสิ่งอื่นที่เป็นลอน ๆ  เช่น ดัดผมเป็นคลื่น ถนนเป็นคลื่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ออกจากแอกเข้าไถ (๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ออกจากแอกเข้าไถ

          ออกจากแอกเข้าไถ เป็นสำนวนหมายความว่า ต้องทำงานหนักตลอดเวลาจนไม่มีช่วงหยุดพัก. แอก เป็นไม้ที่ทำเป็นรูปโค้ง ส่วนปลายงอนขึ้น ใช้พาดบนคอวัวหรือควายเพื่อเทียมยานพาหนะ วัวควายจะถูกสวมแอกเมื่อต้องทำงานลากเกวียน แอกมีน้ำหนักมาก เมื่อเทียมเกวียนก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น วัวควายที่เทียมแอกต้องทำงานหนัก. คำว่า แอก จึงมักใช้เปรียบการถูกกดขี่ ภาระอันหนัก หรือความลำบากยากแค้นที่คนต้องรับไว้ เช่น ปัจจุบันหลายชาติได้ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก

          ไถ เป็นเครื่องมือที่ชาวนาใช้สำหรับพลิกผืนดินให้ร่วนซุยเตรียมสำหรับการปลูกข้าว. เมื่อชาวนาจะไถ จะเทียมวัวหรือควายเข้ากับไถซึ่งก็ยังมีแอกอยู่บนคอ วัวหรือควายต้องเดินและออกแรงลากคันไถไปทั้งวัน. การไถนาต้องไถให้ทั่วผืนนาและไม่ได้ไถครั้งเดียวต้องไถกลับไปกลับมา ไถแปรแล้วไถดะ
การไถต้องออกแรงเหนื่อย. สำนวน ออกจากแอกเข้าไถ จึงมีความหมายว่า ทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน เช่น
เจ้าหน้าที่บ่นว่าพวกเราออกจากแอกเข้าไถ งานเก่ายังไม่ทันเสร็จต้องไปทำงานใหม่ต่อ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ถนนเขียวไข่กา (๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ออกอากาศซ้ำ)

ถนนเขียวไข่กา

          ถนนเขียวไข่กา เป็นถนนสายสั้น ๆ ที่เริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงถนนสามเสน อยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร. ที่ต้นถนนนี้มีท่าน้ำและท่าเรือโดยสารด้วย

          ถนนเขียวไข่กาสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗  โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ถนนเขียวไข่กา ซึ่งมาจากชื่อเครื่องโต๊ะจีน เช่นเดียวกับชื่อถนนลก ถนนสังคโลก ถนนทับทิม. เขียวไข่กา เป็นสีเขียวอมฟ้าหรือครามอ่อน ๆ เป็นชื่อเครื่องเคลือบของจีนซึ่งเป็นภาชนะที่ใช้ตกแต่งโต๊ะจีน

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนเขียวไข่กาเป็นถนนที่มีรถรางเดินไปถึงสุดปลายถนน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เลือดร้อน-เลือดเย็น (๕ ตุลาคม ๒๕๕๔)

เลือดร้อน-เลือดเย็น

          คำว่า เลือดร้อน  ใช้เป็นคำแสดงอารมณ์  อารมณ์ร้อน  โกรธง่าย  โมโหง่าย  เช่น เขาเป็นคนเลือดร้อนถูกเพื่อนล้อนิดเดียว ก็ชกเพื่อนจนปากแตก. หนุ่มเลือดร้อนคนนั้นเอาเหล้าสาดหน้าคนที่เหยียบเท้า ทำให้งานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย.

          คำว่า เลือดเย็น ใช้เป็นคำแสดงลักษณะจิตใจที่โหดเหี้ยม ร้ายลึก สามารถทำลายชีวิต  หรือชื่อเสียงของผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกหวั่นไหว เช่น เขาเป็นคนเลือดเย็น หลอกผู้หญิงไปขายตัวได้อย่างไม่รู้สึกสงสาร เขาฆ่าผู้หญิงที่นอกใจเขาได้อย่างเลือดเย็น. ผู้หญิงคนนี้เลือดเย็นเอายาพิษผสมในอาหารให้สามีกินทุกวันจนตาย.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตาสีตาสา (๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ตาสีตาสา

          ตาสีตาสา หมายถึง ชาวบ้าน คนธรรมดา หรือคนทั่วไปที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่คนใหญ่คนโตหรือคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ คนเหล่านี้มักไม่ได้รับความเกรงใจ และอาจถูกข่มเหงได้ง่าย เพราะมักจะพากันคิดว่าเป็นคนที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีพวกพ้อง เช่น ฉันละเกลียดนัก พวกเจ้าหน้าที่ที่พูดจากับชาวบ้านอย่างไม่เกรงใจ แถมดุเอาเพราะเห็นว่าเป็นตาสีตาสา ไม่มีปากไม่มีเสียง  ฉันก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน ไม่ใช่ตาสีตาสาสักหน่อย จะได้ปล่อยให้ใครมาข่มเหงรังแกกันง่าย ๆ

          คำว่า ตาสีตาสา ยังอาจต่อสร้อยว่า ยายมา ยายมี เป็น ตาสีตาสา ยายมายายมี ใช้ในความหมายเดียวกัน เช่น แม้ผมจะเป็นลูกตาสีตาสายายมายายมี แต่ก็พอรู้กฎหมายอยู่บ้าง ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบได้ง่าย ๆ หรอก

          มีข้อสังเกตว่า คำว่า ตาสีตาสา ใช้ในปริบทที่ผู้พูดเป็นชายหรือหญิงก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.