นิคม (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

นิคม

          นิคม หมายถึงชุมชน หรือหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรือหมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นจากการตั้งหลักแหล่งในที่ดินที่รัฐจัดสรรให้  มีชื่อต่าง ๆ เช่น นิคมสร้างตนเอง นิคมสหกรณ์  และนิคมอุตสาหกรรม

          นิคมสร้างตนเอง คือ บริเวณที่ดินของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นนิคมสร้างตนเองเพื่อสงเคราะห์ราษฎรที่เดือดร้อนและยากจน ไม่มีที่ดินอยู่อาศัย ตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้ดำเนินการ ๔๓ แห่ง  ใน ๓๒ จังหวัด สมาชิกในนิคมสร้างตนเองจะได้รับบริการจากรัฐเพื่อให้เป็นชุมชนที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้

          นิคมสหกรณ์  คือ บริเวณที่ดินที่รัฐนำมาจัดสรรให้ราษฎรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร แต่ขาดแคลนที่ดินทำกินได้มีที่ดินในขนาดที่เหมาะสม  โดยให้ราษฎรเหล่านั้นรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขึ้น

          นิคมอุตสาหกรรม คือ เขต หรือบริเวณที่กำหนดไว้สำหรับการประกอบอุตสาหกรรม และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรม

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เกียรติมุข (๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔)

เกียรติมุข

          เกียรติมุข (อ่านว่า เกียด-ติ -มุก) เป็นชื่อของอสูรร้ายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว เกิดจากเปลวเพลิงจากพระเนตรที่ ๓ ของพระศิวะ เพื่อให้กินพระราหูซึ่งบังอาจขอพระอุมาไปเป็นชายา เมื่อพระราหูทูลขอชีวิต พระศิวะจึงห้ามเกียรติมุขไม่ให้กินพระราหู เกียรติมุขทูลถามพระศิวะว่าตนเกิดมาเพื่อกินพระราหู เมื่อกินพระราหูไม่ได้ พระศิวะจะให้กินสัตว์อะไร พระศิวะจึงสั่งให้เกียรติมุขกินตัวเอง เกียรติมุขจึงกินตนเองถึงกรามล่าง เหลือแต่ศีรษะและมือทั้ง ๒ ข้าง. พระศิวะสรรเสริญว่า เกียรติมุขเชื่อฟังและภักดีสมควรยกย่อง จึงตั้งชื่ออสูรนี้ว่าเกียรติมุข แปลว่า ดวงหน้าอันมีเกียรติยศ แล้วนำเกียรติมุขไปประดับเหนือบานทวาร ประทานพรให้ดวงหน้าของเกียรติมุขปรากฏแก่ผู้คนในสถานที่ทุกแห่ง หากผู้ใดพบเห็นดวงหน้าอันมีเกียรตินี้ จักมีชีวิตที่สมบูรณ์และสามารถเลี้ยงตนเองได้ตลอดชีวิต. ความเชื่อตามตำนานนี้ทำให้เทวสถานของชาวฮินดูทั้งในอินเดีย กัมพูชา ไทย และอินโดนีเซีย ปรากฏรูปเกียรติมุขประดับเหนือบานประตูหรือด้านนอกของเทวสถาน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กระดี่ได้น้ำ (๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ออกอากาศซ้ำ)

กระดี่ได้น้ำ

          สำนวนกระดี่ได้น้ำ ใช้เปรียบเทียบกับกิริยาของคนที่แสดงอาการดีใจหรือตื่นเต้น เช่น พวกพนักงานพอรู้ว่า ปีใหม่นี้บริษัทมีโครงการพาไปพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ต ก็ดีใจราวกับกระดี่ได้น้ำ.

          ปลากระดี่ เป็นปลาน้ำจืดลักษณะคล้ายปลาสลิด แต่ตัวเล็กกว่า พื้นลำตัวเป็นสีเทาเงิน มีอยู่ชุกชุมตามแหล่งน้ำที่น้ำไหลไม่แรง เช่น ลำคลอง หนอง บึง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย. ในสมัยก่อนถ้าวิดน้ำในท้องร่องเรือกสวนไร่นา หรือแหล่งน้ำตื้น ๆ ก็มักจะได้ปลากระดี่ไปทำอาหาร. ปลากระดี่ที่ตกปลักหรือค้างอยู่ในที่น้ำน้อย เพราะน้ำแห้งลง ถ้ามีน้ำใหม่ไหลลงไปเพิ่มมากขึ้น ก็จะแสดงอาการดีใจ โดยกระโดดไปมา และด้วยลำตัวคล้ายสีเงินเมื่อกระทบกับแสงแดด ก็ทำให้เห็นพฤติกรรมชัดเจน จึงนำมาเปรียบเทียบกับอาการดีใจของคนที่ตื่นเต้นอย่างระงับไว้ไม่อยู่

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

นึ่งหม้อเกลือ (๒๕ กันยายน ๒๕๕๔)

นึ่งหม้อเกลือ

          ในอดีตการฟื้นฟูร่างกายของหญิงหลังการคลอดบุตรมักทำเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เริ่มด้วยการอยู่ไฟเพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เป็นผลให้อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะมดลูกเข้าสู่สภาพปรกติเร็วขึ้น เรียกว่า มดลูกเข้าอู่ นอกจากนี้ยังมีวิธีการปรับสภาพร่างกายอย่างอื่นอีก เช่น นึ่งหม้อเกลือ ประคบตัว และ
เข้ากระโจม

          การนึ่งหม้อเกลือ เป็นวิธีทำให้ร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องของผู้หญิงได้รับความร้อนหลังการคลอดบุตร. ในอดีตผู้หญิงที่มีอาชีพทำคลอดตามแผนโบราณซึ่งเรียกกันว่าหมอตำแย จะเป็นผู้นึ่งหม้อเกลือให้แก่หญิงหลังคลอด. นึ่งหม้อเกลือ คือใช้หม้อดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖ นิ้ว บรรจุเกลือเม็ดประมาณครึ่งหม้อ ปิดฝาหม้อตั้งไฟให้ร้อนจัด นำมาห่อหรือพันด้วยใบพลับพลึงซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ใช้ผ้าหนา ๆ หุ้มทับอีกทีหนึ่ง แล้วนำไปนาบที่หน้าท้อง บริเวณรอบเอว และหลัง เพื่อให้ความร้อนแก่ร่างกาย มดลูกจะได้เข้าอู่เร็วขึ้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ระลอก-คลื่น (๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ระลอก-คลื่น

          ระลอก หมายถึง คลื่นขนาดเล็กในแหล่งน้ำต่าง ๆ   เช่น ระลอกน้ำในลำธาร.  น้ำในสระไหวเป็นระลอก. ระลอกคลื่นที่ซัดเข้าชายหาดเป็นฟองขาวดูสวยดี.  ระลอกใช้เป็นลักษณนามของน้ำก็ได้ เช่น น้ำระลอกใหม่สมทบกับน้ำระลอกเก่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหาย. ใช้เปรียบกับคนที่ทยอยเข้ามาเป็นระยะ ๆ เช่น ผู้ที่อพยพหนีน้ำท่วมเข้ามาพักที่ศูนย์นี้เป็นระลอก ๆ.

          คลื่น หมายถึงการเคลื่อนไหวของน้ำในทะเล หรือแม่น้ำลำคลองในลักษณะที่นูนสูงกว่าระดับปกติแล้วลดลง  และใช้เรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คลื่นเสียง  คลื่นวิทยุ   ลักษณนามของคลื่น คือ ลูก จึงเรียกคลื่นว่า ลูกคลื่น ก็ได้ และเรียกสิ่งอื่นที่เป็นลอน ๆ  เช่น ดัดผมเป็นคลื่น ถนนเป็นคลื่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ออกจากแอกเข้าไถ (๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ออกจากแอกเข้าไถ

          ออกจากแอกเข้าไถ เป็นสำนวนหมายความว่า ต้องทำงานหนักตลอดเวลาจนไม่มีช่วงหยุดพัก. แอก เป็นไม้ที่ทำเป็นรูปโค้ง ส่วนปลายงอนขึ้น ใช้พาดบนคอวัวหรือควายเพื่อเทียมยานพาหนะ วัวควายจะถูกสวมแอกเมื่อต้องทำงานลากเกวียน แอกมีน้ำหนักมาก เมื่อเทียมเกวียนก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น วัวควายที่เทียมแอกต้องทำงานหนัก. คำว่า แอก จึงมักใช้เปรียบการถูกกดขี่ ภาระอันหนัก หรือความลำบากยากแค้นที่คนต้องรับไว้ เช่น ปัจจุบันหลายชาติได้ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก

          ไถ เป็นเครื่องมือที่ชาวนาใช้สำหรับพลิกผืนดินให้ร่วนซุยเตรียมสำหรับการปลูกข้าว. เมื่อชาวนาจะไถ จะเทียมวัวหรือควายเข้ากับไถซึ่งก็ยังมีแอกอยู่บนคอ วัวหรือควายต้องเดินและออกแรงลากคันไถไปทั้งวัน. การไถนาต้องไถให้ทั่วผืนนาและไม่ได้ไถครั้งเดียวต้องไถกลับไปกลับมา ไถแปรแล้วไถดะ
การไถต้องออกแรงเหนื่อย. สำนวน ออกจากแอกเข้าไถ จึงมีความหมายว่า ทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน เช่น
เจ้าหน้าที่บ่นว่าพวกเราออกจากแอกเข้าไถ งานเก่ายังไม่ทันเสร็จต้องไปทำงานใหม่ต่อ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ถนนเขียวไข่กา (๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ออกอากาศซ้ำ)

ถนนเขียวไข่กา

          ถนนเขียวไข่กา เป็นถนนสายสั้น ๆ ที่เริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงถนนสามเสน อยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร. ที่ต้นถนนนี้มีท่าน้ำและท่าเรือโดยสารด้วย

          ถนนเขียวไข่กาสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗  โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ถนนเขียวไข่กา ซึ่งมาจากชื่อเครื่องโต๊ะจีน เช่นเดียวกับชื่อถนนลก ถนนสังคโลก ถนนทับทิม. เขียวไข่กา เป็นสีเขียวอมฟ้าหรือครามอ่อน ๆ เป็นชื่อเครื่องเคลือบของจีนซึ่งเป็นภาชนะที่ใช้ตกแต่งโต๊ะจีน

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนเขียวไข่กาเป็นถนนที่มีรถรางเดินไปถึงสุดปลายถนน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.