สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๑) (๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

สำนวนที่เกี่ยวกับสุนัข (๑)

          ในภาษาไทยมีสำนวนที่เกี่ยวกับสุนัขหลายสำนวน เนื่องจากคนไทยมักจะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน  มักจะสังเกตอาการพฤติกรรมต่าง ๆ ของสุนัขได้ดี  จึงนำข้อสังเกตนั้นมาเป็นสำนวนเพื่อสั่งสอนคนหลายสำนวน และในสำนวนนั้นใช้คำว่า หมา  โดยเปรียบคนที่ทำอาการไม่ดีต่าง ๆ ว่าเป็นหมา เช่น คนที่เข้ากับคน ๒ ฝ่ายที่ไม่ถูกกัน เรียกว่า หมาสองราง.  ชายที่หยอกล้อหญิงสาวอย่างทีเล่นทีจริง ในทำนองชู้สาว เรียกว่า หมาหยอกไก่.  คนที่หวงสิ่งที่ตนใช้ประโยชน์ไม่ได้ เรียกว่า หมาหวงก้าง.  คนที่มีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดแล้วชวนคนอื่นให้ทำตาม เรียกว่า  หมาหางด้วน.  คนที่เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกว่า  หมาถูกน้ำร้อน. เปรียบคนที่ไม่สามารถได้ของที่ต้องการว่า เหมือนหมาเห็นข้าวเปลือก.  เปรียบคนที่ไม่มีคนรักว่าเป็นหมาหัวเน่า.  ส่วนคนที่ชอบยกตนเองโดยไม่มีใครเห็นด้วย จะถูกล้อว่า  หมาขี้ไม่มีใครยกหาง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ผ้าป่า (๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ผ้าป่า

          ผ้าป่า หมายถึงผ้าและเครื่องบริวารต่าง ๆ ที่นำไปวางทอดไว้ให้ดูคล้ายกับทิ้งไว้ในป่าเพื่อให้พระภิกษุชักเอาไป จัดเป็นการทำบุญซึ่งนิยมกันมากอย่างหนึ่ง การนำผ้าไปวางทอดดังกล่าวนี้เรียกเป็นคำกริยาว่า ทอดผ้าป่า

          ในการทอดผ้าป่า มักจะมีการบอกบุญเรี่ยไรจตุปัจจัยจากพุทธบริษัท ทำให้ได้เงินทองสิ่งของทะนุบำรุงพุทธศาสนาคราวละมาก ๆ ปัจจุบันจึงมีผู้นำวิธีทอดผ้าป่ามาใช้ในการเรี่ยไรรับบริจาคสิ่งของอื่น ๆ เช่น ข้าวสาร หนังสือ ต้นไม้ และยังคงเรียกว่า ทอดผ้าป่า จึงเกิดคำว่า ผ้าป่าข้าวสาร ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าต้นไม้ สิ่งของที่รับบริจาคมาแล้วอาจจะมอบให้วัดหรือผู้อื่นก็ได้ เช่น ทอดผ้าป่าการศึกษาเพื่อรวบรวมเงินให้แก่โรงเรียน นำไปพัฒนาการศึกษา

          คำว่า ผ้าป่า จึงขยายความหมายกว้างขึ้นจากผ้าที่ทอด วางทิ้งไว้ในป่า มาเป็นเงินหรือสิ่งของที่บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ และไม่จำเป็นต้องวางทิ้งไว้ในป่า

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เห็นชายผ้าเหลือง (๓๐ กันยายน ๒๕๕๔)

เห็นชายผ้าเหลือง

          สำนวน เห็นชายผ้าเหลือง มาจากถ้อยคำที่ผู้ชายพูดว่า  บวชเพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง.  หรือพ่อแม่พูดว่า ก่อนตายขอได้เห็นชายผ้าเหลือง.

          ผ้าเหลือง เป็นผ้าที่ภิกษุในพระพุทธศาสนาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ประกอบด้วยผ้านุ่งที่เรียกว่า สบง  ผ้าที่ห่มคลุมทั้งตัวที่เรียกว่าจีวร และผ้าคลุมกันหนาวอีกผืนหนึ่งที่ภิกษุใช้ทาบบนจีวร เรียกว่า สังฆาฏิ คนไทยเรียกผ้าไตรจีวรว่า ผ้าเหลือง.  ในภาษาพูดอาจจะใช้คำว่า ผ้าเหลือง หมายถึงพระภิกษุ  เช่น ไม่เห็นแก่ชีก็เห็นแก่ผ้าเหลือง.  ในวัฒนธรรมไทย ผู้ชายไทยเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีจะบวชเป็นภิกษุอย่างน้อย ๑ พรรษา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และได้รับการอบรมคุณธรรมเพื่อให้เป็นพลเมืองดีเป็นผู้นำครอบครัวได้ต่อไป. ในสมัยก่อนการบวชเป็นภิกษุเป็นความจำเป็นเนื่องจากเป็นทางให้กุลบุตรได้รับการศึกษาอบรม. พ่อแม่จึงให้ลูกชายให้บวชสักพรรษาหนึ่งก่อนที่จะแต่งงานมีครอบครัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เอราวัณ (๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

เอราวัณ

          เอราวัณเป็นชื่อช้างทรงของพระอินทร์แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามที่กล่าวไว้ในไตรภูมิกถา พระราชนิพนธ์ของพระเจ้าลิไทยในสมัยสุโขทัย

          อันที่จริงบนสวรรค์ไม่มีสัตว์ใด ๆ ช้างเอราวัณไม่ใช่ช้าง แต่เป็นเทวดาชื่อไอยราพัณเทวบุตร (อ่านว่า ไอ-ยะ -รา-พัน-เท-วะ -บุด) เมื่อพระอินทร์ประสงค์จะทรงช้างไปเที่ยวเล่นที่ใด ไอยราพัณเทวบุตรก็เนรมิตตนเป็นช้างเผือกสูงใหญ่เพื่อเป็นพาหนะของพระอินทร์ ช้างเอราวัณมีความสูง ๑๕๐ โยชน์ มี ๓๓ เศียร เศียรใหญ่ที่สุดอยู่ท่ามกลางเศียรทั้งหลาย มีชื่อว่า สุทัศน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งของพระอินทร์ เหนือเศียรช้างนั้นเป็นแท่นแก้วกว้างใหญ่ มีปราสาทกลางแท่นแก้ว ประดับด้วยแก้วเจ็ดประการ มีพรวนทองคำห้อยลงทุกแห่ง แกว่งไปมาเกิดเสียงไพเราะ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คว่ำกระดาน-ล้มกระดาน (๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)

คว่ำกระดาน-ล้มกระดาน

          คว่ำกระดาน หรือ ล้มกระดาน เป็นสำนวนที่มาจากการเล่นหมากรุก. การเล่นหมากรุกต้องใช้อุปกรณ์ ๒ อย่าง คือ ตัวหมาก กับ กระดาน แต่ละฝ่ายจะผลัดกันเดินหมากของตนไปตามตาต่าง ๆ บนกระดานและวางแผนรุกกินขุนของฝ่ายตรงข้าม มีบางครั้ง ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งเล่นสู้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ แม้หมากจะยังอยู่เต็มกระดาน แต่เมื่อคะเนดูแล้วว่า ตนต้องแพ้แน่ จึงหาอุบายเลิกเล่น โดยแกล้งปัดตัวหมากรุกให้ล้มกระจัดกระจายหรือแกล้งลุกขึ้นพรวดพราดและให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปกระแทกกระดานให้ปัดเป๋ ตัวหมากก็เคลื่อนที่รวนไป และแต่ละฝ่ายก็จำไม่ได้ว่าหมากแต่ละตัวอยู่ในตำแหน่งใด จำเป็นต้องยกเลิกหมากตานั้น จึงเกิดเป็นสำนวนว่า คว่ำกระดาน หรือ ล้มกระดาน หมายถึง ใช้อำนาจทำให้ยุติหรือล้มเลิกไปกลางคัน เช่น รัฐบาลคว่ำกระดานการเจรจากับฝ่ายกบฏ แล้วเปิดฉากโจมตีฝ่ายกบฏอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อล้มกระดานแล้ว อาจเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ต้นขึ้นใหม่ก็ได้ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสจึงล้มกระดานและจัดการเลือกตั้งใหม่.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตีท้ายครัว (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ตีท้ายครัว

          ตีท้ายครัว เป็นสำนวนมีความหมายว่า เข้าติดต่อตีสนิทในทางชู้สาวกับภรรยาของผู้อื่น เช่น แกเข้าไปตีท้ายครัวเจ้านาย  ระวังนะถ้าเขาจับได้ แกอาจจะถูกเก็บ. ในบ้านเรือนของคนไทย ครัวมักจะอยู่หลังบ้าน ผู้ที่ทำครัวมักเป็นภรรยาของเจ้าของบ้าน ภรรยาจึงมีสิทธิ์เด็ดขาดอยู่ในครัว คนที่มาติดต่อกับเจ้าของบ้านจะเข้าทางหน้าบ้าน ส่วนคนที่มาเข้าทางหลังบ้านติดต่อกับภรรยาในครัวจึงเป็นการติดต่อที่ไม่ถูกต้อง คือ ติดต่อเป็นชู้กับภรรยานั่นเอง การเข้าบ้านผู้อื่นถ้าเจ้าของบ้านไม่อนุญาต เรียกว่า บุกรุก ถ้าเจ้าของบ้านอนุญาตหรือเชื้อเชิญเข้าไปจะเป็นแขก ผู้ที่เป็นแขกอาจเข้าบ้านไปเพื่อเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ หรือติดต่อการงานอื่น ๆ เจ้าของบ้านจะรับรองแขกที่ห้องรับแขก คนที่จะเข้าในครัวได้จะต้องมีความสนิทสนมกับเจ้าของบ้านเป็นพิเศษ ผู้ชายที่เข้าไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับภรรยาเจ้าของบ้านจึงใช้เป็นสำนวนว่า ตีท้ายครัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.