เปรียบเทียบ (๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

เปรียบเทียบ

          เปรียบเทียบ เป็นคำกริยาที่เป็นคำซ้อน ประกอบด้วยคำว่า เปรียบ กับคำว่า เทียบ  คำนี้แปลตรงกับภาษาอังกฤษว่า compare (อ่านว่า คอม-แพร์).  คำว่า เปรียบเทียบ มีความหมายว่า นำสิ่งหนึ่งมาเทียบกับอีกสิ่งหนึ่งเพื่อให้เห็นว่าเหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน เท่ากันหรือไม่เท่ากัน ต่างกันหรือไม่ต่างกัน มักใช้กับสิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน เพื่อพิจารณาลักษณะให้ละเอียดลึกลงไป เช่น ถ้าเปรียบเทียบพนักงาน ๒ คนนี้แล้วเห็นว่าพนักงานหญิงตั้งใจทำงานมากกว่า

          ในทางกฎหมาย ตำรวจใช้คำว่า เปรียบเทียบ เปรียบความผิดของผู้ทำผิดกฎหมายกับโทษที่กำหนดไว้เป็นค่าปรับ เช่นใช้ว่า เจ้าพนักงานพิจารณาความผิดแล้วเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหา ๔๐๐ บาท เนื่องจากจอดรถในที่ห้ามจอด

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กะทิ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐)

กะทิ

          กะทิ เป็นคำมาจากภาษาเขมรว่า ขฺทิะ (อ่านว่า ขะ-ติฮ์) หมายถึง น้ำที่คั้นออกจากเนื้อมะพร้าวแก่ที่ขูดเป็นฝอย น้ำที่คั้นออกมานั้นถ้าไม่ได้ใส่น้ำเลย หรือใส่น้ำแต่เพียงนิดหน่อย จะเรียกว่า หัวกะทิ เป็นกะทิที่มีความข้นและความมันมาก การคั้นกะทิออกจากเนื้อมะพร้าวครั้งต่อ ๆ ไป น้ำกะทิจะจางลง ครั้งสุดท้ายน้ำจะจางมาก เรียกว่า หางกะทิ

          หัวกะทิ เป็นกะทิที่มีความข้นและความมันมาก จึงมักนำมาเปรียบกับคนที่มีความสามารถเป็นพิเศษ เช่น นักเรียนชั้นหัวกะทิ.

          คำว่า กะทิ พยางค์แรกเขียน ก ไก่  สระอะ  ไม่มี ร เรือ ควบ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กังไส (๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

กังไส

          คำว่า กังไส เขียน ก ไก่  ไม้หันอากาศ  ง งู  สระไอไม้มลาย  ส เสือ  เป็นคำเรียกชื่อถ้วยชามเป็นต้น ที่ปั้นด้วยดินขาวเกาลิน ซึ่งเป็นดินขาวเนื้อละเอียดและค่อนข้างเหนียวจนปั้นได้บางมาก แล้วเผา เป็นเครื่องถ้วยปั้นที่มีสีขาว เนื้อบาง ใส เรียบ เรียกว่า เครื่องกังไส

          คำว่า กังไส มาจากคำว่า กวางไส ซึ่งเป็นชื่อมณฑลหนึ่งในประเทศจีน เมืองที่ทำเครื่องถ้วยปั้นแบบนี้มากคือเมืองกังเต๊ะเจิ้น หรือที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า เก็งเต๊กติ้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐

ขมิ้นกับปูน (๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๐)

ขมิ้นกับปูน

          ขมิ้นกับปูน เป็นสำนวน ใช้เปรียบคนที่ไม่ถูกกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้ มักวิวาทกัน เช่น พี่น้องสองคนนี้อย่างกับขมิ้นกับปูน เข้าใกล้กันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที.

          ในสมัยก่อนคนไทยนิยมกินหมาก วิธีการกินหมากนั้นคือใช้ปูนแดงบ้ายบนใบพลู ม้วนจีบเป็นรูปยาว ๆ แล้วเคี้ยวกับหมาก อาจเคี้ยวยาจืดหรือยาฉุนและเครื่องหอมอื่น ๆ เช่น กานพลู พิมเสน ร่วมไปด้วย เมื่อเคี้ยวแล้วจะมีน้ำลายออกมาปนกับหมากพลูเป็นน้ำหมากสีแดงซึ่งผู้กินหมากจะบ้วนทิ้ง ปูนแดงนี้ทำจากหินปูนหรือเปลือกหอยเผาให้ไหม้เป็นผง มีสีขาว   เมื่อนำปูนขาวนี้มาผสมกับน้ำขมิ้นซึ่งมีสีเหลือง จะเกิดปฏิกิริยาทำให้ปูนเปลี่ยนสีเป็นสีแดงทันที   ขมิ้นกับปูนที่มีปฏิกิริยากันเช่นนี้ คนโบราณถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน จึงนำมาเปรียบกับคนที่ไม่ถูกกัน มักวิวาทกัน ว่า เหมือนขมิ้นกับปูน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตะโพก หรือ สะโพก (๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

ตะโพก หรือ สะโพก

          ตะโพก หรือ สะโพก เป็นคำเรียกส่วนของร่ายกายด้านข้างและด้านหลังตั้งแต่บั้นเอวลงไปจนถึงโคนขา เป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อหุ้มอยู่ ตะโพกของผู้หญิงมักจะมีส่วนกว้างออกมากกว่าตะโพกของผู้ชาย จึงมีคำอธิบายตะโพกของผู้หญิงหลายคำ เช่น ตะโพกผาย. ตะโพกกลม. ตะโพกสุดเสียงสังข์.  คำว่า ตะโพก เป็นคำที่มาจากภาษาเขมรว่า ตฺรโพก (อ่านว่า ตฺรอ-โป๊ก) ในภาษาไทยตัดเสียงควบในพยางค์แรกออก จึงเป็นคำว่า ตะโพก และเพี้ยนเสียงไปเป็นคำว่า สะโพก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ทุกเมื่อ-ทุกเมื่อเชื่อวัน (๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

ทุกเมื่อ-ทุกเมื่อเชื่อวัน

          คำว่า เมื่อ หมายถึง ครั้ง คราว ขณะ ใช้บอกเวลาที่เกิดเหตุการณ์และเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เช่น คุณแม่เป็นลมเมื่อคืนนี้. หรือใช้บอกเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง เช่น คุณแม่เป็นลมเมื่ออ่านจดหมายจบ.

          ทุกเมื่อ หมายถึง ทุกขณะ ทุกเวลา ตลอดเวลา เสมอ เช่น บ้านนี้ยินดีต้อนรับเธอทุกเมื่อ. ฉันจะให้กุญแจเธอไว้ เธอมาใช้ห้องนี้ได้ทุกเมื่อ.

         ถ้าใช้ว่า ทุกเมื่อเชื่อวัน หมายความว่า ตลอดไป ตลอดเวลาไม่ว่างเว้น ตลอดเวลาอันยาวนาน เช่น กระแสน้ำเซาะตลิ่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐