ปากว่าตาขยิบ (๖ มีนาคม ๒๕๕๕)

ปากว่าตาขยิบ

          ปากว่าตาขยิบ เป็นสำนวนเปรียบเทียบ หมายถึงการพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำหรือให้คนอื่นทำอีกอย่างหนึ่งตรงกันข้ามกับที่พูด. เช่น ผู้อำนวยการกล่าวว่าโรงเรียนนี้ไม่เก็บแป๊ะเจี๊ยะ แต่ส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยเก็บแทน  อย่างนี้เรียกว่าปากว่าตาขยิบ. ปากบอกว่าไม่รับสินบน แต่ก็ปากว่าตาขยิบ ถ้าไม่ให้สินบนก็ไม่จัดการเรื่องให้. คำว่า ขยิบ ใช้กับ ตา เป็นกริยาหมายถึงอาการที่หรี่ตาข้างหนึ่งลงแล้วเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้อื่นรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป เช่น พอแขกเข้ามาในห้อง คุณแม่ก็ขยิบตาให้เด็ก ๆ ออกไป. อาการขยิบตาเพื่อส่งสัญญาณเช่นนี้จะต้องเป็นที่เข้าใจกันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับอยู่แล้ว ผู้รับสัญญาณจึงจะทำได้ตามประสงค์ ในตัวอย่างนี้แม่ไม่อยากจะออกปากบอกลูก ๆ โดยตรงว่าให้ออกไปเล่นข้างนอกก่อน เพราะแม่จะคุยกับแขก แต่แม่ขยิบตาส่งสัญญาณให้ลูกได้ เพราะลูกเคยได้รับสัญญาณเช่นนี้มาก่อน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.


 

พาลี (๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕)

พาลี

          พาลีเป็นพญาวานรในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นทหารเอกของพระราม เดิมชื่อพญากากาศ  (อ่านว่า พะ-ยา-กา-กาด) มีผิวกายสีเขียวเช่นเดียวกับพระอินทร์ผู้เป็นบิดา มารดาชื่อนางกาลอัจนา (อ่านว่า กาน-อัด-จะ -นา). คำว่า พาลี แปลว่า ผู้มีขนหางรุงรัง หรือ ผู้มีรอยย่น คือ วานร  

          วันหนึ่งรามสูรรบกับพระอรชุน  จับพระอรชุนฟาดกับเหลี่ยมเขาพระสุเมรุทำให้ภูเขาเอนทรุดลง  พระอิศวรจึงประกาศหาผู้ที่จะมายกเขาพระสุเมรุให้ตั้งตรงได้  เทวดาพากันมาจากทั่วสวรรค์ พญากากาศและสุครีพผู้เป็นน้องของพญากากาศก็มาด้วย.  เทวดาทั้งหลายเอานาคมาพันรอบเขาพระสุเมรุแล้วพากันฉุดลากขึ้นมาก็ไม่สำเร็จ  สุครีพออกอุบายให้จี้สะดือนาค  เมื่อนาคจั๊กจี้ก็สะดุ้งฉุดให้เขาพระสุเมรุเขยื้อน  พญากากาศสำแดงเดชเอาบ่าเข้าแบก ดันให้เขาพระสุเมรุตั้งตรงได้ดังเดิม ต่อมาพระอิศวรจึงปูนบำเหน็จตั้งพญากากาศเป็นพาลีธิราช

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ข้าวตอก (๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

ข้าวตอก

          ข้าวตอก ประกอบด้วยคำว่า ข้าว กับคำว่า ตอก ที่แปลว่า แตก.  ข้าวตอก หมายถึง ข้าวเปลือกข้าวเจ้าที่นำมาคั่วให้เปลือกแตกออกและเมล็ดข้าวบานเป็นดอกสีขาวคล้ายดอกมะลิ. ข้าวตอกใช้ในงานมงคล เช่นใส่ในกระทงหรือพานดอกไม้ที่นักเรียนนำไปไหว้ครู โดยมีคติว่าสติปัญญาความรู้ที่ได้รับจากครูจะได้แตกฉานเหมือนข้าวตอก และในพิธีบวงสรวงบูชาเทพยดา จะใช้ข้าวตอกและดอกไม้เป็นส่วนประกอบด้วย นอกจากนี้ ข้าวตอกยังใช้รับประทานเป็นของหวานและทำเป็นขนม เช่นในงานมงคลนิยมรับประทานข้าวตอกกับน้ำกะทิที่เรียกกันว่า มะลิลอย. ข้าวตอกบดหยาบที่นำไปกวนกับมะพร้าว น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย แล้วปั้นเป็นก้อนกลมหรือกลมแบน คลุกกับข้าวตอกบดละเอียด แล้วอบควันเทียน เรียกว่า ข้าวตอกตั้ง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เยี่ยม-เยี่ยมเยียน-เยี่ยมเยือน (๒๗ เมษายน ๒๕๕๕)

เยี่ยม-เยี่ยมเยียน-เยี่ยมเยือน

          คำว่า เยี่ยม มีความหมายว่า โผล่ออก ยื่นออกมาให้เห็น เช่น ยามรุ่งอรุณ คนที่อยู่ทางภาคตะวันออกจะเห็นพระอาทิตย์เยี่ยมออกมาเหนือแนวเขา  ส่วนคนที่อยู่ทางจังหวัดชุมพรจะเห็นพระอาทิตย์เยี่ยมออกมาเหนือขอบฟ้าที่จดกับทะเล คนที่อยู่ในบ้านอาจจะเยี่ยมหน้ามาทางหน้าต่างเพื่อจะมองดูนกกาที่บินกลับรัง.  

          เยี่ยม อีกความหมายหนึ่งหมายถึง ไปถามข่าวคราวทุกข์สุขของญาติพี่น้องหรือคนที่รู้จักชอบพอกันที่เจ็บป่วยหรือถูกจำถูกขัง เรียกว่า เยี่ยมญาติ เยี่ยมคนเจ็บ เยี่ยมผู้ถูกจำขัง.  ถ้าใช้ว่า  เยี่ยมเยียน หรือ เยี่ยมเยือน จะมีความหมายว่า ไปถามข่าวคราวทุกข์สุขญาติพี่น้องหรือคนที่รู้จักชอบพอกันที่ไม่ได้พบกันนาน เช่น เราไม่ได้พบกันนานแล้วเขามาเยี่ยมเยียนเราถึงบ้าน เราก็ดีใจมาก   ผู้นำของประเทศที่เป็นมิตรกันต่างเยี่ยมเยือนกันตามโอกาสอันควรเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่มีต่อกันให้แน่นแฟ้นขึ้น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

แปรก (๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

แปรก

          คำว่า แปรก (อ่านว่า ปะ -แหฺรก) เป็นคำเรียกตัวไม้ที่ประกบล้อหน้าและล้อหลังของราชรถหรือเกวียน เพื่อไม่ให้ล้อเลื่อนหลุดออกมาจากเพลา. ล้อของราชรถโดยปรกติจะมี ๔ ล้อ ล้อหน้า ๒ ล้อมีเพลาเป็นแกนยึดกันไว้ ล้อหลัง ๒ ล้อก็มีเพลาเป็นแกนยึดไว้เช่นเดียวกัน. ปลายเพลาของล้อหน้ากับปลายเพลาของล้อหลังมีตัวไม้ยึดไว้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของตัวรถ. ตัวไม้นี้ เรียกว่า แปรก หรือ ไม้แปรก. และมีดุมเสียบปลายเพลาที่ยื่นออกมาจากแปรกอีกทีหนึ่ง เพื่อยึดล้อให้ติดแน่นกับเพลา. แปรกของราชรถจะตกแต่งด้วยลายสลัก ทาสี ปิดทองอย่างงดงามด้วย.

          คำนี้ออกเสียงเป็นคำ ๒ พยางค์ว่า [ปะ-แหฺรก] เช่นเดียวกับคำว่า แม่แปรก (อ่านว่า แม่-ปะ -แหฺรก)ที่หมายถึงช้างพังที่เป็นจ่าโขลง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.