กลัวจนขี้ขึ้นสมอง (๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

กลัวจนขี้ขึ้นสมอง

          กลัวจนขี้ขึ้นสมอง เป็นสำนวนหมายถึง ตกใจกลัวอย่างสุดขีด. สัตว์ที่มีขี้อยู่บนหัวสมอง คือ กุ้ง สาเหตุที่กุ้งมีขี้อยู่บนหัวสมอง มีนิทานปรัมปราว่า แต่เริ่มแรกมานั้นกุ้งมีแต่ก้ามและเปลือกบาง จึงถูกสัตว์อื่นจับกินจนจำนวนกุ้งร่อยหรอ กุ้งจึงไปขอพรจากพระอุมาขอให้มีอาวุธป้องกันตัว พระอุมาจึงให้กุ้งมีเลื่อยสองคมที่หัว และมีดาบแข็งที่หาง เมื่อถูกสัตว์อื่นจับกินจะได้แทงทะลุท้องสัตว์ที่กินหนีออกมา แต่กุ้งต้องให้คำสัตย์ว่าจะกินแต่ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร เมื่อกุ้งมีอาวุธ จำนวนกุ้งก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้อาหารไม่พอ กั้งจึงมาชวนให้กุ้งใช้อาวุธเจาะท้องเรือสำเภาให้จมเพื่อให้ลูกเรือจมน้ำตาย พวกเรือสำเภาถูกกุ้งทำให้เรือล่มอยู่บ่อย ๆ จึงไปฟ้องพระอุมา พระอุมาให้พญาอนันตนาคราชลงไปปราบกุ้ง กุ้งกลัวจนกระเพาะและของที่กินเข้าไปขึ้นไปอยู่ที่สมอง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กาบ-กาบกี้ (๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

กาบ-กาบกี้

          กาบ  หรือ กาบกี้ เป็นชื่อหอยน้ำจืด ขนาดกลาง ตัวยาวประมาณ ๗.๕ เซนติเมตร เปลือกบางและแบนค่อนข้างมาก  เปลือกสีเขียวอมน้ำตาลและจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่ออายุมากขึ้น  เปลือกหอยทั้งสองฝาจะมีรูปร่างเหมือนกัน  ขนาดใกล้เคียงกันแต่กลับซ้ายขวา  ยึดติดกันด้วยกล้ามเนื้อยึดฝาและเอ็นยึดฝา  เอ็นยึดฝาจะยึดเปลือกทางด้านหลัง  หอยกาบกี้ขนาดใหญ่บริเวณใต้เอ็นยึดด้านหนึ่งจะมีฟันซึ่งช่วยยึดเปลือกไว้ด้วยกันแต่หอยกาบกี้ขนาดเล็กและขนาดกลางจะไม่มีฟัน  เมื่อกล้ามเนื้อยึดเปลือกคลายตัว เอ็นจะดึงให้ฝาเปิด  หากกล้ามเนื้อยึดเปลือกหดตัวจะทำให้ฝาปิด  หอยกาบกี้อยู่ได้ทั้งในน้ำนิ่งและน้ำไหล โดยจะฝังตัวอยู่ใต้พื้นท้องน้ำ ใช้ตีนขุดพื้นผิวเพื่อฝังตัว  หอยกาบกี้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่พบมากในลุ่มน้ำทุกภาค  แต่ขนาดกลางจะพบในลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นิยมนำมาผัดกับใบโหระพา หอยกาบหรือหอยกาบกี้ขนาดใหญ่ตัวเต็มวัยเปลือกยาวกว่า ๑๔ ซม. เปลือกขนาดใหญ่ไม่ป่องมาก  นอกจากใช้เนื้อเป็นอาหารแล้ว ยังใช้เป็นที่เพาะเลี้ยงมุกน้ำจืดด้วย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ฆ่าช้างเอางา (๒๑ เมษายน ๒๕๕๕)

ฆ่าช้างเอางา

          สำนวน ฆ่าช้างเอางา หมายถึง ทำลายสิ่งที่มีค่าสูงเพียงต้องการผลประโยชน์เล็กน้อย ซึ่งไม่คุ้มกัน

          งาช้าง คือ สิ่งที่งอกยาวจากขากรรไกรบนของช้าง ทางสัตววิทยาจัดว่าเป็นฟันหน้าหรือฟันตัดคู่นอก. งาจะงอกให้เห็นเมื่อช้างมีอายุได้ ๒-๔ ปี ส่วนมากเนื้องาบริเวณโคนงาจะบางมากและเป็นโพรง แล้วค่อย ๆ หนาขึ้นเรื่อย ๆ ไปทางปลายงาจนตันในที่สุด

          งาช้างบ้านจะยาวกว่างาช้างป่า ทั้งนี้เพราะช้างป่าจะลับงาอยู่เสมอ ถ้างายาวเกินไปจะไม่สะดวกในการหาอาหารและต่อสู้ ส่วนงาของช้างบ้านมักมีตำหนิ เพราะใช้งานมาก

          งาช้างเป็นอาวุธประจำตัวที่สำคัญของช้าง แต่คนนิยมนำงาช้างมาใช้เป็นเครื่องประดับ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งสวยงามและเป็นของมีค่า การฆ่าช้างเพียงเพื่อเอางามาขายเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายชีวิตทั้งชีวิตเพื่อแลกกับสิ่งสวยงามเพียงเล็กน้อย และเป็นการทารุณสัตว์อีกด้วย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ปั้นน้ำเป็นตัว (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

ปั้นน้ำเป็นตัว

          ปั้น หมายถึง นำเอาสิ่งอ่อน ๆ อย่างดินเหนียวหรือขี้ผึ้งมาทำให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ เช่น อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  หรือหมายถึง สร้างขึ้น แต่งขึ้น เช่น เขาปั้นเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ผู้อื่น

          ปั้นน้ำเป็นตัว  เป็นสำนวน  หมายถึง แต่งเรื่องหรือสร้างเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้ เช่น เขาปั้นน้ำเป็นตัวให้ข่าวจนเธอเสียหาย กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่จริงเธอก็หมดอนาคตเสียแล้ว. 

          ในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องมณีพิชัยพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ตอนท้าวพิชัยนุราชพระบิดาของพระมณีพิชัยรู้ความจริงว่านางยอพระกลิ่นถูกนางจันทรเทวี (อ่านว่า จัน-เท-วี) ใส่ร้ายว่ากินแมว จึงบริภาษนางจันทรเทวีว่า 

                    “น้อยหรืออีเฒ่าเจ้าความคิด             ทุจริตอิจฉาขายหน้าผัว
                    เสกสรรปั้นน้ำเป็นตัว                      เอออะไรไม่กลัวเขานินทา”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ขนมตาล (๒๐ เมษายน ๒๕๕๕)

ขนมตาล

          ผลตาลที่แก่จัดจนสุกงอมเปลือกจะเป็นสีคล้ำ  ภายในเป็นเนื้อนุ่มสีเหลืองแทรกอยู่กับเส้นที่ติดกับเปลือกของส่วนที่เป็นเต้าตาล  และเปลือกของเต้าตาลจะแข็งคล้ายกะลา    เนื้อนุ่มสีเหลืองนี้ยีออกมาประสมกับแป้งและน้ำตาลทำเป็นขนมที่เรียกว่า ขนมตาล.   ส่วนเต้าตาลที่แข็งนั้นเมื่อยีเอาเนื้อนุ่มออกแล้วจะเหลือเป็นเส้นติดอยู่ด้านหนึ่ง  อีกด้านหนึ่งเป็นขนอ่อน ๆ และมีลักษณะนูนแหลมตรงกลาง  เด็กสมัยก่อนนำมาเล่นเป็นหน้าตุ๊กตา ใช้ส่วนที่เป็นเส้นแทนเส้นผม      เต้าตาลที่แข็งนี้ทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดจาวขึ้นภายใน ซึ่งจะนำมาเชื่อมกิน เรียกว่า จาวตาลเชื่อม  หรือใส่ข้าวเหนียวมูน  มะพร้าวทึนทึก น้ำตาลทราย เป็นของหวานที่เรียกว่า ข้าวเหนียวลูกตาล. ถ้าไม่นำจาวตาลออกมารับประทาน ก็จะงอกเป็นต้นตาลอ่อน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (๑ มิถุนายน ๒๕๕๕)

กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค

          กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค  เป็นริ้วกระบวนเรือที่จัดสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ที่เป็นการพระราชพิธี  เช่น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม.

          กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค  มาจากคำว่า กระบวน  พยุห  ยาตรา ทาง และชลมารคกระบวน  หมายถึง สิ่งที่จัดเป็นแถวเป็นแนวหรือเป็นหมวดเป็นหมู่อย่างขบวนแห่ เช่น  แม่ทัพจัดกระบวนทัพตามตำราพิชัยสงคราม.  พยุห  หมายถึงกระบวน  หมู่  หรือกองทัพ  เช่น  พระรามยกพยุหแสนยากรข้ามมหาสมุทรไปยังกรุงลงกา.  ยาตรา  หมายถึงเดินเป็นกระบวน  เช่น  กองทัพหลวงยาตราทัพถึงฝั่งแม่น้ำตอนพลบค่ำ. ทาง หมายถึง โดยวิถี. ชลมารค  หมายถึงทางน้ำ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.