แผ่นดินไหว (๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕)

แผ่นดินไหว

          คำว่า แผ่นดินไหว เป็นคำประสมประกอบด้วยคำว่า แผ่นดิน กับ ไหวแผ่นดินไหว หมายถึงปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนของพื้นผิวโลก สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติ เป็นการสั่นสะเทือนของพื้นดิน ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกอย่างฉับพลัน   อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานที่สะสมมากจนเกินกว่าจะรับไว้ได้ภายในโลกออกมาเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลก การเคลื่อนที่นั้นอาจจะเกิดตามมาอีกหลายครั้งติดต่อกันก็ได้. นอกจากนั้นแผ่นดินไหวอาจเกิดจากภูเขาไฟระเบิดและการทดลองระเบิดปรมาณู

          หน่วยที่บอกขนาดและปริมาณการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เรียกว่า  ริกเตอร์  เรียกเต็ม ๆ ว่า  มาตราริกเตอร์. มาจากชื่อของ ชาลส์ ฟาสซิส ริกเตอร์ นักธรณีวิทยาแผ่นดินไหวแห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและกำหนดการวัดขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหว และเผยแพร่ใน พ.ศ. ๒๔๗๘

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕)

กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

          กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค  หมายถึงริ้วกระบวนทางบกที่จัดขึ้นสำหรับพระมหากษัตริย์เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินทางไกลรอนแรมไปทางบก  จัดแยกเป็นกระบวนเฉพาะกระบวนช้าง  กระบวนม้า  หรือกระบวนเดินเท้า  หรือจัดเป็นกระบวนมีทั้งกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนเดินเท้า  เช่น  กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปนมัสการพระพุทธบาท  ไปอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากหัวเมือง. แต่หากเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีสำคัญอื่น ๆ  ภายในพระนคร ส่วนใหญ่ใช้เฉพาะกระบวนเดินเท้า เช่น  ในการพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคข้ามสะพานพระพุทธยอดฟ้าไปยังฝั่งธนบุรี และเสด็จกลับโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค  ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบพระนักษัตร (อ่านว่า นัก-สัด) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

คากิ (๒ สิงหาคม ๒๕๕๕)

คากิ

          คากิ มาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ตือคากิ แปลว่า ตีนและขาของหมู แต่มักเรียกสั้น ๆ ว่า คากิ  คนจีนนิยมนำขาหมูทั้งขารวมทั้งส่วนตีนของหมูไปประกอบอาหาร เช่น ต้มซุปหรือทอดกระเทียมพริกไทย  ส่วนคนไทยอาจนำไปทำต้มยำ แต่ที่นิยมที่สุดคือนำไปทำพะโล้. การทำพะโล้ขาหมู มักตัดขาหมูเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ๒ ชิ้น ชิ้นบนตั้งแต่ต้นขาถึงเหนือข้อ ชิ้นล่างตั้งแต่ข้อจนถึงปลายตีน เพื่อไม่ให้เนื้อของขาหมูยุ่ยแยกจากกันแม้ว่าจะตุ๋นนาน ๆ ก็ตาม ขาหมูพะโล้ส่วนล่างจึงเห็นส่วนตีนติดอยู่กับส่วนขา คนจีนแต้จิ๋วจึงเรียกว่า คากิ แปลว่า ตีนและขา หรือ ตีนที่ติดอยู่กับขา แต่เมื่อใช้คำนี้ไปนาน ๆ คำว่า คากิ ก็มีความหมายแคบลง คือหมายถึงเฉพาะตีนหมูที่เป็นอาหารเท่านั้น  คากิเป็นอาหารที่มีเจลลาตินสูงเหมาะแก่ผู้มีปัญหาเรื่องผมและผิวพรรณ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 

สนิม (๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕)

สนิม

          คำว่า สนิม หมายถึงส่วนของผิวโลหะที่แปรสภาพไปจากเดิมเนื่องด้วยปฏิกิริยาเคมีเป็นสาเหตุให้เกิดการผุกร่อน เช่น มีดขึ้นสนิม. และมีความหมายโดยปริยายว่า มลทิน เช่น สนิมในใจ

          คำว่า สนิม แต่เดิมอาจใช้ว่า ถนิม ดังบทละครนอกเรื่องคาวี พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีกลอนบทหนึ่งว่า

          “ไฉนเหน็บพระขรรค์ไว้มั่นคง           ลงสรงถูกน้ำจะเป็นถนิม
          เสียดายพลอยประดับล้วนทับทิม         จะช่วยเชิญไว้ริมชลธาร”

          อย่างไรก็ตามในสมัยใกล้เคียงกัน คือในรัชสมัพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คำนี้ออกเสียงเป็น สนิม ก็มี ดังโคลงโลกนิติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร มีโคลงบทหนึ่งขึ้นต้นว่า

          “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ            ในตน
          กินกัดเนื้อเหล็กจน                   กร่อนขร้ำ”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.