ลูกบาศก์ (๓) (๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕)

ลูกบาศก์ (๓)

          คำว่า ลูกบาศก์ ในปัจจุบันใช้เป็นหน่วยวัดปริมาตร ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า cubic ปริมาตรที่มีหน่วยเป็นลูกบาศก์มีค่าเท่ากับปริมาตรความจุของรูปทรงอย่างรูปลูกเต๋าแบบจีน คือ มีด้านกว้าง ด้านยาว และด้านสูงเท่ากัน สามารถคำนวณได้โดยใช้ด้านกว้างคูณกับด้านยาวและด้านสูง และได้ปริมาตรเป็นลูกบาศก์ตามมาตราที่ใช้วัดความกว้าง ยาว และสูงนั้น เช่น หากด้านกว้าง ยาว สูง มีหน่วยเป็นเซนติเมตร ก็คำนวณออกมาเป็นปริมาตรลูกบาศก์เซนติเมตร. หากด้านกว้าง ยาว สูง มีหน่วยเป็นนิ้ว ก็คำนวณออกมาเป็นปริมาตรลูกบาศก์นิ้ว. หากด้านกว้าง ยาว สูง มีหน่วยเป็นฟุต ก็คำนวณออกมาเป็นปริมาตรลูกบาศก์ฟุต เป็นต้น. ในภาษาที่ไม่เป็นทางการ เรียกปริมาตรลูกบาศก์เซนติเมตร ว่า ซีซี และเรียกปริมาตรลูกบาศก์นิ้วและลูกบาศก์ฟุต ว่า คิว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ยักษ์วัดโพธิ์ (๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕)

ยักษ์วัดโพธิ์

          ยักษ์วัดโพธิ์ เป็นประติมากรรมอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑปหรือหอไตรจัตุรมุขของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)  มีลักษณะเป็นรูปยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์  การสร้างรูป “ยักษ์” รักษาประตูวัดพระเชตุพนนั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยักษ์ปูนปั้นที่เฝ้าประจำประตูทั้ง ๔ ประตูชำรุด จึงโปรดให้รื้อแล้วนำลั่นถันหรือรูปตุ๊กตาศิลาจีนมาตั้งแทน.  และโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปยักษ์ขนาดเล็กสูงประมาณ ๑๗๕ เซนติเมตร จำนวน ๘ ตน ตั้งไว้ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป ทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๑ คู่ เพื่อให้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาหอพระไตรปิฎก     ปัจจุบันรูปยักษ์วัดโพธิ์ที่ซุ้มพระมณฑป ๒ คู่แรกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วน ๒ คู่หลังอยู่ที่ประตูทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้

          มักมีผู้เข้าใจผิดว่าลั่นถันหรือตุ๊กตาศิลาจีนที่ตั้งอยู่ตรงประตูทางเข้าวัดโพธิ์นั้นเป็นยักษ์วัดโพธิ์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลูกบาศก์ (๒) (๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๕)

ลูกบาศก์ (๒)

          คำว่า ลูกบาศก์ แปลว่า ลูกเต๋า. ลูกบาศก์แบบแรกที่คนไทยรู้จักคือลูกบาศก์แบบอินเดียซึ่งมีหน้าแต้มจำนวน ๔ หน้า. คนไทยรู้จักลูกบาศก์แบบนี้มาช้านานแล้ว ดังที่นักโบราณคดีได้ขุดพบลูกบาศก์แบบอินเดียจำนวนหนึ่งที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อไทยติดต่อกับจีนและรับลูกเต๋าแบบจีน ซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ๖ ด้านเท่ากันเข้ามา ก็เรียกว่า ลูกบาศก์ ดังใน วรรณกรรมอิงพงศาวดารจีน เรื่องซ้องกั๋ง ตอนที่ลีขุยชวนเซียวเตียอิดเจ้าของบ่อนเล่นพนันทอดลูกเต๋า ใช้คำว่า ลูกบาศก์ ดังข้อความว่า “…เซียวเตียอิดก็เอาลูกบาศก์มาวางไว้กลางกั๊ก ลีขุยจับลูกบาศก์ขึ้นทอดเป็นเอี่ยวทั้งสองครั้ง…”

          ปัจจุบันไม่มีผู้ใช้คำว่า ลูกบาศก์ ในความหมายว่า ลูกเต๋า อีกต่อไป คำว่า ลูกบาศก์ ที่หมายถึง ลูกเต๋า จึงปรากฏเฉพาะในภาษาหนังสือสมัยก่อน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

มงคล (๑๖ กันยายน ๒๕๕๕)

มงคล

          มงคล เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตว่า มงฺคล (อ่านว่า มัง-คะ -ละ) แปลว่า เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ และป้องกันไม่ให้สิ่งที่เลวร้ายมากล้ำกราย.     

          ในภาษาไทย คำว่า มงคล  มีหลายความหมาย.  ความหมายหนึ่ง  เป็นคำเรียกงานฉลองที่จัดขึ้นเพื่อความสุข ว่า งานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานฉลองวันเกิด งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  ตรงข้ามกับงานศพ  ซึ่งเรียกว่า งานอวมงคล.   สายสิญจน์ที่ทำเป็นห่วง ๒ ห่วง สวมศีรษะบ่าวสาวคู่สมรสในงานแต่งงานเรียกว่า  มงคลแฝด  เป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงว่าบ่าวสาวคู่นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นคนคนเดียวกัน.  งานแต่งงานเรียกว่า งานมงคลสมรส  ทุกสิ่งที่เกิดและใช้ในงานนั้นจะเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร  สีสันของเครื่องใช้  ดอกไม้  ตลอดจนคำพูดที่จะกล่าวในวันนั้นก็ถือว่าต้องเป็นมงคล คือสิ่งที่นำความเจริญและความดีมาให้.  

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ผงเข้าตาตัวเอง (๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕)

ผงเข้าตาตัวเอง

          ผงเข้าตาตัวเอง เป็นสำนวนที่มาจากการสังเกตคนที่มีผงเข้าตา มักจะให้ผู้อื่นมาช่วยเขี่ยผงออกให้ เพราะตนเองไม่สามารถเขี่ยออกเองได้ สำนวนนี้มีความหมายว่า มีความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับตน แต่แก้ไม่ได้ มีนัยความหมายว่า ปรกติบุคคลนี้มักจะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ได้ เปรียบเหมือนช่วยเขี่ยผงที่เข้าตาผู้อื่น แต่เมื่อเกิดปัญหากับตนเองกลับไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น อาจารย์ฝ่ายปกครองคนนี้ช่วยแก้ปัญหาให้นักเรียนได้เสมอ แต่พอลูกชายของตนมีปัญหากลับแก้ไม่ได้ ผงเข้าตาตัวเองแท้ ๆ นักสังคมสงเคราะห์บางคนช่วยแก้ปัญหาของคนอื่นไปทั่ว แต่ปัญหาของตัวเองแก้ไม่ได้ สามีก็ไปมีเมียน้อย ลูกก็ไปซิ่งรถเป็นเด็กแว้น เรียกว่าผงเข้าตาตัวเอง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.