ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ (๒๑ กันยายน ๒๕๕๕)

ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

          ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ใช้เฉพาะในภาษาพูดเท่านั้น หมายถึง ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่น สมศรีกับสมทรงทะเลาะกัน ต่างขว้างปาข้าวของใส่กัน สมศักดิ์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เดินเข้ามาเลยถูกลูกหลงหัวโน. หรือหมายความว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เขาหาว่าฉันเป็นมือที่สามทำให้คู่รักดาราเลิกกัน ฉันไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยสักหน่อย.

          สำนวนว่า ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ นี้ ในสมัยก่อนบางแห่งใช้ว่า ไม่รู้โหน่เหน่ หมายความว่า ไม่รู้ระเบียบ ไม่รู้ธรรมเนียม  ดังลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ฉบับวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๘๐ กล่าวถึงการแต่งตัวของละคร ว่า “พวกละครไม่รู้โหน่เหน่ เอาดอกไม้ทัดกับอุบะ ดอกไม้สดแขวนแซมทับดอกไม้ทองเข้าไปอีก”

          ปัจจุบันมักพูดว่า ไม่รู้อีโหน่อีเหน่  และใช้ในประโยคปฏิเสธ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ช่องไฟ (๑ ตุลาคม ๒๕๕๕)

ช่องไฟ

          ช่องไฟ แต่เดิมหมายถึงช่องขนาดย่อม ๆ และตื้นที่ทำไว้เป็นระยะ ๆ บนฝาผนังหรือกำแพง สำหรับตั้งเครื่องตามไฟให้แสงสว่างเวลากลางคืน.  ปัจจุบันคำว่า ช่องไฟ ใช้หมายถึง ช่องว่างระหว่างตัวพยัญชนะตัวสระที่เขียนเรียงต่อกัน   การเขียนภาษาไทยถ้าเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษรเท่า ๆ กันก็จะดูสวย  ในการฝึกคัดลายมือ  ครูจะสอนนักเรียนให้เขียนเส้นตัวอักษรให้ตรงและเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษรให้เท่ากัน    ในภาษาไทยถ้อยคำจะเขียนเรียงกันไปตามประโยคและตามอนุประโยคซึ่งสัมพันธ์กับความหมาย  ช่องไฟระหว่างประโยคหรือระหว่างอนุประโยค เรียกว่า วรรค.   การเขียนหนังสือไทยต้องมีการเว้นวรรคให้ถูกต้องตามความหมายและตามลักษณะข้อความที่เป็นประโยคและอนุประโยคนั้น

          คำว่า ช่องไฟ  ถ้าใช้ในงานศิลปะประเภทงานจิตรกรรม จะหมายถึง พื้นที่ว่างที่อยู่ระหว่างลวดลายแต่ละตัวซึ่งเป็นสิ่งช่วยเสริมให้ภาพและลวดลายดูเด่นงาม    ช่องไฟในงานจิตรกรรมอาจใหญ่บ้างเล็กบ้าง  ถี่บ้างห่างบ้าง  เพื่อความเหมาะสมของลายแต่ละลาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน (๒๐ กันยายน ๒๕๕๕)

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

          ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นตำแหน่งที่ประเทศไทยเริ่มมีใน พุทธศักราช  ๒๕๔๒ โดยใช้ชื่อว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา   ซึ่งตั้งขึ้นจากแนวคิด ออมบุดสแมน (Ombudsman)  ในประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลปัดเป่าเรื่องทุกข์ร้อนของประชาชนแทนพระมหากษัตริย์   ต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐  กำหนดให้ใช้คำว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน แทน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา   และให้มีจำนวน ๓ คน  หนึ่งในสามคนเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน.  อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน  คือ พิจารณาและสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณีที่ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย  ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

          ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องจัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ประตูผี (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

ประตูผี

          ประตูผี เป็นชื่อประตูเมืองของกรุงเทพฯ อยู่บริเวณริมคลองโอ่งอ่าง เป็นเส้นทางสำหรับลำเลียงศพออกจากเขตเมือง คือเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน.  ประตูผี เป็นที่รู้จักกันดีและมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๓๖๓ สมัยรัชกาลที่ ๒ มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากจากโรคระบาดที่เรียกว่า โรคป่วงใหญ่  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า อหิวาตกโรค จำเป็นต้องลำเลียงศพผ่านประตูผีออกไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดสระเกศ

          ประตูผี เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ใช้ชื่อประตูผีตามชื่อประตูเมือง บริเวณนี้เป็นพื้นที่จุดตัดของถนนมหาไชยและถนนบำรุงเมือง เขตพระนคร กรุงเทพฯ  ต่อมาทางการได้ตั้งชื่อย่านประตูผี ให้มีชื่อที่เป็นมงคล ว่า สำราญราษฎร์ แปลว่า ความสุขของประชาชน หรือประชาชนที่มีความสุข สนุก สบาย

          ปัจจุบันประตูผีหรือสำราญราษฎร์ยังคงเป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของกรุงเทพฯ แต่ไม่มีการลำเลียงศพออกจากประตูนี้อีกแล้ว จึงเหลือเพียงแต่ชื่อให้รำลึกถึงเรื่องในอดีตเท่านั้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.