กีบ-กลีบ (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

กีบ-กลีบ

          คำกว่า กีบ กับ กลีบ มีเสียงคล้ายกัน แต่มีความหมายต่างกัน

          กีบ หมายถึง ส่วนของตีนสัตว์ประเภท เก้ง วัว ม้า กวาง ซึ่งเรียกว่า สัตว์กีบ. ตีนของสัตว์ประเภทนี้จะไม่มีลักษณะเป็นนิ้ว เป็นเล็บชัดเจนเหมือนสัตว์อื่น ๆ แต่จะมีส่วนแข็งที่เรียกว่ากีบหุ้มปลายตีน. สัตว์ที่มีกีบจะเดินหรือวิ่งได้ทน เพราะกีบที่แข็งแรงนั้นรองรับอยู่. ในกรณีของม้าแข่งหรือม้าใช้งาน มักจะมีการเสริมกีบด้วยโลหะแข็งที่เรียกว่า เกือกม้า

          ส่วน กลีบ หมายถึง ส่วนของดอกไม้ที่เรียงหรือซ้อนกันเป็นชั้น ๆ รอบเกสร โดยปรกติเป็นแผ่นบาง ๆ และใช้เรียกของอื่นที่มีลักษณะเช่นนั้น เช่น กลีบส้ม กลีบตา กลีบผ้า กลีบเมฆ กลีบสมอง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ลานวัด-ลานคนเมือง (๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

ลานวัด-ลานคนเมือง

          ลานวัด หมายถึง ที่ว่าง ที่โล่ง ในบริเวณวัด ใช้เป็นสถานที่ฟังธรรม ประชุม พบปะสังสรรค์ หรือใช้จัดกิจกรรม ที่เกี่ยวกับศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของชุมชนในท้องถิ่นนั้น ๆ.  ปัจจุบันวัดที่อยู่ในชุมชน หรืออยู่ในตัวเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องหนาแน่น แทบจะไม่มีพื้นที่เหลือเป็นลานวัดให้เห็น กิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเคยจัดที่ลานวัด จึงเปลี่ยนไปจัดที่สถานที่อื่นแทน

          ส่วน ลานคนเมือง หมายถึง บริเวณหรือสถานที่โล่ง กว้าง  มักอยู่ในย่านชุมชน เป็นที่ผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกัน เพื่อทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้นว่า ออกกำลังกาย  ฟังปราศรัย  จัดตลาดนัดสินค้าราคาถูก  เช่น ลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร  ลานคนเมืองหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สภาผู้แทนราษฎร (๕ ตุลาคม ๒๕๕๕)

สภาผู้แทนราษฎร

          สภาผู้แทนราษฎร หมายถึง สภาที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา มีหน้าที่โดยตรงในทางนิติบัญญัติ  คือร่างพระราชบัญญัติ  เพื่อให้รัฐสภาตราขึ้นเป็นกฎหมาย   นอกจากนั้นยังมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน  เช่นการให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งกระทู้ถาม และการเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี  

          สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง  ๒ ประเภท คือสมาชิกที่เป็นตัวแทนเขต และสมาชิกบัญชีรายชื่อ   จากผลการเลือกตั้งครั้งหลังสุด พ.ศ. ๒๕๕๔  สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๕๐๐ คน โดยได้มาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จำนวน ๓๗๕ คน และจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน ๑๒๕ คน อายุของสภาผู้แทนราษฎร มีกำหนดคราวละ ๔ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อติพจน์ (๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

อติพจน์

          อติพจน์ เป็นคำที่บัญญัติให้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า hyperbole (อ่านว่า ไฮ-เพอ-โบ -ลี่) ประกอบด้วยคำว่า อติ แปลว่า ยิ่ง กับคำว่า พจน์ แปลว่า คำพูด ถ้อยคำ.  อติพจน์ หมายถึง คำกล่าวที่เกินจริง. คำที่เปรียบเทียบเกินกว่าจะเป็นจริงได้ เช่น คำอวยพรว่า ขอให้มีอายุยืนถึงหมื่นปี. คำกล่าวชมนางในวรรณคดี เช่นในเรื่องศกุนตลา ว่า

                    “ดูผิวสินวลละอองอ่อน          มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น
                    สองเนตรงามกว่ามฤคิน         นางนี้เป็นปิ่นโลกา”.

หรือคำบรรยายอารมณ์ของตัวละคร เช่นในโคลงกวีโบราณว่า “เรียมไห้ชลเนตรถ้วม    ถึงพรหม”. เป็นคำกล่าวที่เกินจริงเพื่อสร้างอารมณ์ให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ ซาบซึ้งเป็นพิเศษ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

น่าย (๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

น่าย

          น่าย เป็นอาการที่ของแข็ง ของแห้ง หรือของเหนียว ที่แช่น้ำไว้อมน้ำจนอ่อนตัวลงหรือยุ่ย เช่น ก่อนที่จะเอาข้าวสารไปโม่ต้องแช่น้ำไว้ให้น่ายเสียก่อน ผ้าลายผืนใหม่ลงแป้งไว้แข็ง เอาไปแช่น้ำให้น่ายเสียก่อน เวลาซักจะได้ขยี้ได้ง่ายขึ้น ผมถูกฝุ่นจับตัวเป็นสังกะตัง ต้องแช่น้ำให้น่ายเสียก่อนจึงจะสระผมได้ง่าย

          ปัจจุบันบางคนไม่รู้จักคำว่า น่าย จึงใช้คำอื่นแทน เช่น นิ่ม นุ่ม ยุ่ย เช่น เอาข้าวสารไปแช่น้ำให้นิ่มก่อนนำไปโม่. สิ่งที่แช่น้ำ ถ้าใช้คำว่า นิ่ม จะหมายความว่า อ่อนตัวลงโดยไม่มีลักษณะยุ่ยออก เช่น วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่มก่อนปรุงอาหาร แต่ข้าวสารต้องแช่น้ำให้น่าย จึงจะโม่ได้ง่าย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว (๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕)

หุงข้าวประชดหมา  ปิ้งปลาประชดแมว

          หุงข้าวประชดหมา  ปิ้งปลาประชดแมว เป็นสำนวนคู่กัน หมายความว่า ทำประชด แต่ฝ่ายที่ถูกประชดไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนและไม่สนใจการประชดนั้นเลย กลับได้ประโยชน์มากขึ้น เช่น หัวหน้ากองโมโหว่าเสมียนพิมพ์งานให้ผิด ๆ ถูก ๆ แทนที่จะให้เอาไปพิมพ์ใหม่ กลับเอามาพิมพ์เสียเอง เสมียนเลยสบายไป นี่เขาเรียกว่า หุงข้าวประชดหมา  ปิ้งปลาประชดแมว

          สำนวนนี้มาจากการเปรียบเทียบว่าโดยปรกติคนไทยส่วนมากมักเอาอาหารที่เหลือจากคนให้หมากิน มีข้าวเย็นและเศษอาหารเป็นต้น แต่หากคนหุงข้าวให้หมาโดยเฉพาะเป็นพิเศษ โดยตั้งใจกระทบกระแทก แทนที่หมาจะรู้สึกเดือดร้อน กลับชอบใจยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ เพราะได้กินของดีกว่าปรกติและในปริมาณที่มากกว่าปรกติอีกด้วย

          การปิ้งปลาประชดแมวก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ แมวจะได้กินปลาทั้งตัว แทนที่จะได้แต่ก้างและเศษปลาที่เหลือจากคน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.