ช่องไฟ (๑ ตุลาคม ๒๕๕๕)

ช่องไฟ

          ช่องไฟ แต่เดิมหมายถึงช่องขนาดย่อม ๆ และตื้นที่ทำไว้เป็นระยะ ๆ บนฝาผนังหรือกำแพง สำหรับตั้งเครื่องตามไฟให้แสงสว่างเวลากลางคืน.  ปัจจุบันคำว่า ช่องไฟ ใช้หมายถึง ช่องว่างระหว่างตัวพยัญชนะตัวสระที่เขียนเรียงต่อกัน   การเขียนภาษาไทยถ้าเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษรเท่า ๆ กันก็จะดูสวย  ในการฝึกคัดลายมือ  ครูจะสอนนักเรียนให้เขียนเส้นตัวอักษรให้ตรงและเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษรให้เท่ากัน    ในภาษาไทยถ้อยคำจะเขียนเรียงกันไปตามประโยคและตามอนุประโยคซึ่งสัมพันธ์กับความหมาย  ช่องไฟระหว่างประโยคหรือระหว่างอนุประโยค เรียกว่า วรรค.   การเขียนหนังสือไทยต้องมีการเว้นวรรคให้ถูกต้องตามความหมายและตามลักษณะข้อความที่เป็นประโยคและอนุประโยคนั้น

          คำว่า ช่องไฟ  ถ้าใช้ในงานศิลปะประเภทงานจิตรกรรม จะหมายถึง พื้นที่ว่างที่อยู่ระหว่างลวดลายแต่ละตัวซึ่งเป็นสิ่งช่วยเสริมให้ภาพและลวดลายดูเด่นงาม    ช่องไฟในงานจิตรกรรมอาจใหญ่บ้างเล็กบ้าง  ถี่บ้างห่างบ้าง  เพื่อความเหมาะสมของลายแต่ละลาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อังสนา (๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕)

อังสนา

          อังสนา เป็นคำที่รับมาจากภาษามลายู เป็นคำเรียกต้นประดู่และดอกประดู่ เมื่อกองทัพเรือสร้างเรือยนต์สำหรับใช้ในการเดินทางตรวจลำน้ำ   และใช้เป็นที่รับรองแขกโดยการล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยา จึงตั้งชื่อว่า เรืออังสนา แปลว่า เรือดอกประดู่.   เรืออังสนา เป็นเรือยนต์ ๒ ชั้น  ชั้นบนมีห้องซึ่งจัดเป็นที่ประทับสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์  มีห้องโถงใหญ่ ปิดกระจกโดยรอบติดเครื่องปรับอากาศ   ตอนหัวเรือและท้ายเรือมีดาดฟ้าสำหรับเป็นที่นั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งได้  ห้องโถงชั้นล่างจัดเป็นที่นั่งสำหรับผู้ติดตาม หรือข้าราชการชั้นผู้น้อย  มีห้องอาหาร  ห้องเครื่องและห้องสุขา.  เรืออังสนาสามารถรับผู้โดยสารได้ประมาณ ๓๐๐ คน  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์  ได้ประทับ ณ ดาดฟ้าเรืออังสนา  ทำให้ประชาชนที่อยู่ริมน้ำได้เฝ้าชมพระบารมีถ้วนหน้ากัน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ดัน (๑๕ มกราคม ๒๕๕๖)

ดัน

         ดัน หมายถึง ออกแรงอย่างมากเพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือผู้ใดผู้หนึ่งเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น ฉันจะเอารถออก มีรถจอดซ้อนบังหน้าอยู่ คุณช่วยดันให้พ้นหน้ารถฉันหน่อยซิ. ของเหลวโดยปรกติจะไหลลงต่ำ แต่ของเหลวที่อยู่ในท่ออาจใช้ลมดันให้ไหลไปสู่ที่สูงได้ เช่น ในร่างกายของคนเราโลหิตจะไหลไปได้ทั่วร่างกายเพราะมีความดันโลหิต. น้ำประปาที่ไหลไปสู่บ้านเรือนก็ต้องอาศัยแรงดันน้ำจากที่สูง. กาลักน้ำเป็นเครื่องมือที่ใช้แรงกดของอากาศดันของเหลวออกจากภาชนะหรือที่เก็บซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงให้ไหลผ่านขึ้นไปสู่ที่ที่สูงกว่า ก่อนจะไหลลงมาสู่ที่ต่ำ. คำว่า ดัน อาจใช้ในลักษณะเปรียบเทียบ เช่น อาการส่งเสริมให้คนใดคนหนึ่งเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนฐานะขึ้นสูงกว่าเดิมก็อาจเรียกว่า ดัน เช่น เขาพยายามดันจนเธอได้เป็นนางงาม. เขาทั้งผลักทั้งดันจนเธอได้เป็นผู้แทนราษฎร.

          คำว่า ดัน ถ้าใช้นำหน้ากริยา มีความหมายว่า ขืนทำ ทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำ หรือเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ใช้เป็นคำไม่สุภาพ เช่น บอกไม่ให้เดินลัดสนาม ดันเดินกันเสียจนสนามเสียหาย.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

จอมขมังเวท (๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

จอมขมังเวท

          จอมขมังเวท ประกอบด้วยคำว่า จอม  ขมัง และ เวท. คำว่า จอม หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในกลุ่มเดียวกัน เช่น จอมทัพ คือ ผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกองทัพ จอมโจร คือ โจรผู้มีความสามารถมากที่สุด จอมยุทธ คือ ผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในวงการที่มีการต่อสู้แข่งขัน เดิมใช้ในนิยายจีนหมายถึงยอดนักสู้.  คำว่า ขมัง หมายถึง ชำนาญในการใช้มนตร์คาถา.  ส่วน เวท หมายถึง เวทมนตร์ซึ่งให้ผลเป็นคุณและโทษแก่ผู้ต้องมนตร์นั้น ดังนั้น จอมขมังเวท จึงหมายถึง ผู้ที่มีความสามารถเป็นเยี่ยมในการใช้เวทมนตร์ตามหลักไสยศาสตร์ เช่น จอมขมังเวทต่อให้เก่งสักเพียงใดก็ย่อมต้องพ่ายแก่พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ. ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ชื่อว่ามือปราบจอมขมังเวท เพราะปราบขุนโจรร้ายซึ่งเชื่อกันว่ามีวิชาอาคมแก่กล้า จนสิ้นชื่อ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

บริวาร (๔ มกราคม ๒๕๕๖)

บริวาร

          บริวาร มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤตว่า ปริวาร (อ่านว่า ปะ-ริ-วา-ระ) แปลว่า สิ่งที่ปกคลุมอยู่โดยรอบ  ในภาษาไทยใช้คำว่า บริวาร หมายถึง สิ่งประกอบ เครื่องประกอบ เช่น ข้าพเจ้าขอถวายภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลายแด่พระภิกษุสงฆ์. เมื่อใช้คำว่า บริวาร กับคน มักหมายถึง กลุ่มบุคคลผู้แวดล้อมผู้ใดผู้หนึ่ง บุคคลที่แวดล้อมนั้นอาจเป็นบุคคลที่มีสถานภาพเสมอหรือใกล้เคียงกัน อย่างเป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นศิษย์ก็ได้ เช่น ยามเมื่อมฆมาณพไปที่แห่งใด ก็มีเพื่อนพ้องรวม ๓๒ คนเป็นบริวาร. พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่นครกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ องค์เป็นบริวาร เพื่อโปรดพระพุทธบิดา. คำว่า บริวาร ใช้กับผู้มีสถานภาพต่ำกว่าก็ได้ เช่น ผู้มีอิทธิพลมักมีนักเลงเป็นบริวาร. ปัจจุบัน คนไทยนิยมใช้คำว่า บริวาร ตามความหมายประการหลัง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.