กรวดน้ำคว่ำขัน กรวดน้ำคว่ำกะลา (๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

กรวดน้ำคว่ำขัน กรวดน้ำคว่ำกะลา

          กรวดน้ำคว่ำขัน และ กรวดน้ำคว่ำกะลา เป็นสำนวนที่มีความหมายว่า ตัดขาดไม่คบหาสมาคมกันต่อไป.   สำนวนทั้ง ๒ นี้มีที่มาจากการกรวดน้ำ แต่เป็นการกรวดน้ำโดยคว่ำภาชนะที่ใช้ กรวดน้ำคว่ำขัน และ กรวดน้ำคว่ำกะลา จึงมีความหมายว่า เลิก หรือ ตัดขาด

          ตัวอย่างการใช้สำนวน กรวดน้ำคว่ำขัน กรวดน้ำคว่ำกะลา เช่น ฉันเคยอุปการะเลี้ยงดูเขาอย่างดี แต่เขากลับมาทรยศหักหลังฉัน ขอกรวดน้ำคว่ำขันอย่าได้พบกันอีกต่อไป. คนเลวอย่างนี้ ขอกรวดน้ำคว่ำกะลาไปเลย อย่าได้พบกันอีกไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เข้าไต้เข้าไฟ (๒ สิงหาคม ๒๕๕๐)

เข้าไต้เข้าไฟ

          เข้าไต้เข้าไฟ หมายถึง เวลาหัวค่ำ เวลาที่เพิ่งเริ่มค่ำ เป็นช่วงเวลาหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท แต่บรรยากาศเริ่มมืดสลัวลงจนมองอะไรไม่ค่อยเห็น จึงต้องอาศัยแสงไฟช่วย

          คนแต่ก่อนใช้ฟืนก่อเป็นกองไฟ หรือมิฉะนั้นก็จุดไต้.   ไต้ ทำด้วยไม้ผุคลุกกับน้ำมันยาง แล้วห่อด้วยใบไม้ เปลือกไม้ หรือใส่กระบอกเป็นดุ้นยาว ๆ   ด้วยเหตุนี้จึงเรียกเวลาในตอนหัวค่ำที่คนเริ่มจุดไต้ก่อไฟว่า เข้าไต้เข้าไฟ เช่น เลิกตัดหญ้าเสียก่อนเถอะลูก เข้าไต้เข้าไฟแล้ว เดี๋ยวโดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอกัด พรุ่งนี้ค่อยตัดต่อก็ได้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กำแพงมีหู ประตูมีช่อง (๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐)

กำแพงมีหู ประตูมีช่อง

          กำแพงมีหู ประตูมีช่อง หรือ กำแพงมีหู ประตูมีตา หมายความว่า การพูดหรือทำอะไรต้องระมัดระวัง เพราะแม้จะดูเสมือนว่าปกปิดมิดชิด คืออยู่ในกำแพงหรือปิดประตูแล้ว ก็ยังอาจมีคนล่วงรู้ได้

          สาเหตุที่นำคำว่า กำแพง และ ประตู มาใช้คู่กัน อาจเป็นเพราะทั้งกำแพงและประตูที่ปิดอยู่ เป็นสิ่งที่กั้นบังไว้ไม่ให้ได้เห็นหรือได้ยิน แต่กำแพงและประตูก็อาจมีช่องมีรูให้แอบฟังหรือแอบดูได้ จึงเปรียบว่ากำแพงมีหู ประตูมีช่อง หรือ กำแพงมีหู ประตูมีตา

          สำนวนนี้บางทีมีผู้ใช้ผิดว่า หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กะทิ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐)

กะทิ

          กะทิ เป็นคำมาจากภาษาเขมรว่า ขฺทิะ (อ่านว่า ขะ-ติฮ์) หมายถึง น้ำที่คั้นออกจากเนื้อมะพร้าวแก่ที่ขูดเป็นฝอย น้ำที่คั้นออกมานั้นถ้าไม่ได้ใส่น้ำเลย หรือใส่น้ำแต่เพียงนิดหน่อย จะเรียกว่า หัวกะทิ เป็นกะทิที่มีความข้นและความมันมาก การคั้นกะทิออกจากเนื้อมะพร้าวครั้งต่อ ๆ ไป น้ำกะทิจะจางลง ครั้งสุดท้ายน้ำจะจางมาก เรียกว่า หางกะทิ

          หัวกะทิ เป็นกะทิที่มีความข้นและความมันมาก จึงมักนำมาเปรียบกับคนที่มีความสามารถเป็นพิเศษ เช่น นักเรียนชั้นหัวกะทิ.

          คำว่า กะทิ พยางค์แรกเขียน ก ไก่  สระอะ  ไม่มี ร เรือ ควบ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กังไส (๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

กังไส

          คำว่า กังไส เขียน ก ไก่  ไม้หันอากาศ  ง งู  สระไอไม้มลาย  ส เสือ  เป็นคำเรียกชื่อถ้วยชามเป็นต้น ที่ปั้นด้วยดินขาวเกาลิน ซึ่งเป็นดินขาวเนื้อละเอียดและค่อนข้างเหนียวจนปั้นได้บางมาก แล้วเผา เป็นเครื่องถ้วยปั้นที่มีสีขาว เนื้อบาง ใส เรียบ เรียกว่า เครื่องกังไส

          คำว่า กังไส มาจากคำว่า กวางไส ซึ่งเป็นชื่อมณฑลหนึ่งในประเทศจีน เมืองที่ทำเครื่องถ้วยปั้นแบบนี้มากคือเมืองกังเต๊ะเจิ้น หรือที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า เก็งเต๊กติ้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐

ขมิ้นกับปูน (๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๐)

ขมิ้นกับปูน

          ขมิ้นกับปูน เป็นสำนวน ใช้เปรียบคนที่ไม่ถูกกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้ มักวิวาทกัน เช่น พี่น้องสองคนนี้อย่างกับขมิ้นกับปูน เข้าใกล้กันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที.

          ในสมัยก่อนคนไทยนิยมกินหมาก วิธีการกินหมากนั้นคือใช้ปูนแดงบ้ายบนใบพลู ม้วนจีบเป็นรูปยาว ๆ แล้วเคี้ยวกับหมาก อาจเคี้ยวยาจืดหรือยาฉุนและเครื่องหอมอื่น ๆ เช่น กานพลู พิมเสน ร่วมไปด้วย เมื่อเคี้ยวแล้วจะมีน้ำลายออกมาปนกับหมากพลูเป็นน้ำหมากสีแดงซึ่งผู้กินหมากจะบ้วนทิ้ง ปูนแดงนี้ทำจากหินปูนหรือเปลือกหอยเผาให้ไหม้เป็นผง มีสีขาว   เมื่อนำปูนขาวนี้มาผสมกับน้ำขมิ้นซึ่งมีสีเหลือง จะเกิดปฏิกิริยาทำให้ปูนเปลี่ยนสีเป็นสีแดงทันที   ขมิ้นกับปูนที่มีปฏิกิริยากันเช่นนี้ คนโบราณถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน จึงนำมาเปรียบกับคนที่ไม่ถูกกัน มักวิวาทกัน ว่า เหมือนขมิ้นกับปูน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.