เหนือเมฆ-มาเหนือเมฆ (๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

เหนือเมฆ-มาเหนือเมฆ

          เหนือเมฆ หรือ มาเหนือเมฆ เป็นสำนวน หมายถึง ใช้วิธีการที่มีชั้นเชิงเหนือผู้อื่น ไม่ปรากฏเค้าเงื่อนให้ผู้อื่นคาดคิดมาก่อน เช่น ข้อสอบวัดความสามารถพิเศษเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปีนี้นับว่าเหนือเมฆจริง ๆ นอกจากเปลี่ยนแนวข้อสอบแล้วยังใช้ตัวเลือกมากถึง ๑๑ ตัวเลือก. จอมโจรบราซิล
มาเหนือเมฆขุดอุโมงค์ ตัดสัญญาณเตือนภัย ปล้นเงินจากธนาคารกลางไปได้ ๒๖๐๐ ล้านบาท.

          สำนวน เหนือเมฆ หรือ มาเหนือเมฆ มาจากยุทธวิธีในการรบ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีให้อากาศยานบินอยู่เหนือก้อนเมฆ เมื่อปรากฏออกจากเมฆให้เห็น ก็เริ่มโจมตีแบบฉับพลันไม่ให้ข้าศึกได้ทันตั้งตัว ในสมัยที่วิทยาการด้านเรดาร์ยังไม่ก้าวหน้านัก ยุทธวิธีรบแบบบินมาเหนือเมฆมักทำให้ได้ชัยชนะเหนือข้าศึก แต่ปัจจุบันวิธีการนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะเรดาร์และดาวเทียมสามารถตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำตั้งแต่อยู่ในระยะไกล

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

บริพาร (๖ มกราคม ๒๕๕๖)

บริพาร

          คำว่า บริพาร มีความหมายเหมือนกับคำว่า บริวาร ทุกประการ คือหมายถึง สิ่งของหลายสิ่งที่รวมและประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น “เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนนบริพารกฐินโอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน” หรือหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ห้อมล้อมบุคคลสำคัญ เช่น “ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ตนย่อมเอาบริพารไปด้วยแลย่อมไปเฝ้าพระอินทร์แล”  คำว่า บริพาร พบในเอกสารที่เก่าแก่กว่าคำว่า บริวาร คือพบในจารึกหลักที่ ๑ หลักที่ ๒ และหลักที่ ๗ และพบในไตรภูมิพระร่วง.  ส่วนคำว่า บริวาร เริ่มพบในไตรภูมิพระร่วงปนกับคำว่า บริพาร ในภาษาไทยปัจจุบันคำว่า บริพาร จำกัดใช้เฉพาะในคำว่า ข้าราชบริพาร หมายถึง ข้าเฝ้าผู้คอยรับใช้เบื้องยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อังกะลุง (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕)

อังกะลุง

          อังกะลุง เป็นชื่อเครื่องดนตรีที่ทำด้วยไม้กระบอกหลายอัน  เขย่าให้เกิดเสียงสูงต่ำตามขนาดของไม้นั้น  อังกะลุงตัวหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยไม้กระบอก ๓ ท่อน  ติดอยู่กับไม้เสียบในลักษณะที่เมื่อยกขึ้นเขย่า จะทำให้ไม้กระทบกันเกิดเป็นเสียงรัว   อังกะลุงตัวหนึ่งทำให้เกิดเสียงหนึ่ง  ผู้คุมวงอังกะลุงจะจัดเสียงสูงต่ำตามโน้ตเพลง  ให้ผู้เล่นแต่ละคนเขย่าอังกะลุงของตนตามทำนองและจังหวะของเพลงเพื่อให้เป็นเพลงสอดรับกับเสียงอังกะลุงของผู้ที่เล่นร่วมวงนั้น.  คำว่า อังกะลุง  เป็นคำมาจากภาษาชวา  เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้มากว่า ๒๐๐๐ ปี แล้ว  โดยใช้แห่นำขบวนพระราชา ตนกู หรือผู้ใหญ่ เวลาเดินป่า  เพื่อเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศและเพื่อขับไล่สิงห์สาราสัตว์ไปด้วยในตัว.  ไทยรับอังกะลุงจากชวามาเล่นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕  และเล่นกันแพร่หลาย  โดยเฉพาะในหมู่เด็กนักเรียน  เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นได้ง่าย  จำนวนผู้เล่นไม่จำกัด  แต่ต้องอาศัยความสามัคคี พร้อมเพรียงกันของผู้เล่น    และถ้าตกแต่งอังกะลุงด้วยขนหางนกยูงก็จะทำให้ดูงดงาม จัดเป็นการละเล่นที่ส่งเสริมให้งานมีสีสันและสนุกครึกครื้นด้วย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เมฆ-ฝ้า (๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

เมฆ-ฝ้า

          เมฆ คือ ละอองไอนํ้าเล็กๆ ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มลอยอยู่บนฟ้า และอาจตกลงมาเป็นฝนได้.  เมฆมีหลายชนิด มีรูปร่างแตกต่างกัน และลอยอยู่ในระดับความสูงไม่เท่ากัน เมฆส่วนใหญ่มีสีขาว แต่ถ้ารวมกันอยู่หนาแน่นอาจเห็นเป็นสีเทา และเมฆฝนจะเห็นเป็นสีดำ.  เมฆ มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตว่า เมฆ (อ่านว่า เม-คะ) แปลว่า สิ่งที่จะหยดลงมาเป็นน้ำหรือฝน เพราะมาจากรากศัพท์ซึ่งแปลว่า หยด

          ในภาษาเหนือและภาษาอีสานมีคำว่า ฝ้า ซึ่งความหมายเหมือนคำว่า เมฆ. นอกจากคำว่า ฝ้า แล้ว ภาษาอีสานยังมีคำว่า ขี้ฝ้า ซึ่งหมายถึง เมฆ อีกด้วย. เมื่อคนไทยใช้คำว่า เมฆ ซึ่งเป็นคำยืมภาษาบาลีและสันสกฤตกันมากขึ้น คำว่า ฝ้า ก็ไม่ค่อยมีผู้ใช้ในความหมายว่า เมฆ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.