รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา (๒๘ มกราคม ๒๕๕๖)

รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา

          รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา เป็นสำนวนเปรียบเทียบคนที่ใฝ่ดีว่าเหมือนหามจั่ว และคนที่ใฝ่ชั่วว่าเหมือนหามเสา

          คำว่า จั่ว หมายถึง แผงไม้รูปสามเหลี่ยมใช้ประกบปิดตรงส่วนที่เป็นโพรงทั้งหัวและท้ายของหลังคาเรือนเพื่อป้องกันลม แดด และฝน.  เสา  หมายถึง ไม้ท่อนยาวตลอดลำต้นใช้สำหรับเป็นหลักหรือเป็นเครื่องรองรับเรือน.  จั่ว เป็นไม้เครื่องบนของเรือนมีน้ำหนักเบากว่า เสา ซึ่งเป็นเครื่องรองรับเรือนเป็นท่อนไม้ที่มีน้ำหนักมาก

          สำนวน รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา  เป็นสำนวนหมายความว่า ผู้ที่ใฝ่ดีหมั่นศึกษาเล่าเรียนก็จะมีความรู้  ได้ทำงานตำแหน่งสูงและมีความสุขความเจริญ  ส่วนผู้ที่เกียจคร้านจะต้องทำงานหนัก ได้รับความลำบากกาย เช่น เขาเป็นเด็กดี ขยันเรียน ตอนนี้ได้เป็นถึงนายธนาคาร ต่างกับพี่ชายเอาแต่หนีเรียน เลยต้องมากรรมกรแบกหาม รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสาแท้ ๆ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

พระนอนวัดโพธิ์ (๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๕)

พระนอนวัดโพธิ์

          พระนอนวัดโพธิ์ เป็นพระพุทธไสยาสน์สมัยรัตนโกสินทร์ที่งดงามที่สุดในประเทศไทย มีขนาดใหญ่มาก องค์พระ ยาว ๔๖ เมตร สูง ๑๕ เมตร ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารพระพุทธไสยาส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (อ่านว่า พฺระ-เชด-ตุ-พน-วิ-มน-มัง-คฺลา-ราม) ลักษณะองค์พระอยู่ในอิริยาบถสีหไสยา คือนอนตะแคงขวา พระหัตถ์ซ้ายทาบทอดไปตามพระวรกาย  พระกัจฉะ (รักแร้) หนุนพระเขนย พระหัตถ์ขวายกประคองพระเศียรให้ตั้งขึ้น  พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาปลายพระบาทเสมอกัน  พื้นฝ่าพระบาทจำหลักลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ เป็นพระพุทธรูปปางโปรดอสุรินทราหู ฝีมือช่างสิบหมู่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ 

          พระนอนหรือพระพุทธไสยาสวัดโพธิ์  นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้จักพระพุทธไสยาสหรือพระนอนวัดโพธิ์ในนาม The Reclining Buddha  ซึ่งคนจีนเรียกว่า คุ้นฮุด หรือนิมิตแห่งความสงบสุข

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อัญชัน (๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕)

อัญชัน

          อัญชัน มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤตว่า อญฺชน (อ่านว่า อัน-ชะ -นะ) แปลว่า สีที่ป้ายขนตา เปลือกตา หรือขอบรอบดวงตา มาจากรากศัพท์ซึ่งแปลว่า ป้าย ทา. ภาษาไทยนำคำว่า อัญชัน มาใช้เรียกชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง ดอกมีทั้งแบบกลีบซ้อนและกลีบไม่ซ้อน ดอกเป็นสีครามเข้ม สีม่วงอ่อน หรือสีขาว ผลมีลักษณะเป็นฝัก มีเมล็ดเล็ก ๆ คล้ายถั่วอยู่เรียงกัน. ดอกอัญชันโดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกสีครามเข้มใช้ทำอาหาร ทำน้ำดื่มซึ่งเรียกว่า น้ำอัญชัน. สารในสีของดอกอัญชันมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขับปัสสาวะ และบำรุงรากผม คนไทยนิยมนำดอกอัญชันสีครามเข้มไปขยี้ป้ายคิ้วเด็กอ่อนเพื่อให้ขนคิ้วขึ้นดกหนา. นอกจากนี้ยังใช้สกัดทำยาสระผม ทำสีผสมอาหาร และสีย้อมผ้า สีครามเข้มอย่างสีของดอกอัญชันก็เรียกว่า สีอัญชัน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เหนือเมฆ-มาเหนือเมฆ (๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

เหนือเมฆ-มาเหนือเมฆ

          เหนือเมฆ หรือ มาเหนือเมฆ เป็นสำนวน หมายถึง ใช้วิธีการที่มีชั้นเชิงเหนือผู้อื่น ไม่ปรากฏเค้าเงื่อนให้ผู้อื่นคาดคิดมาก่อน เช่น ข้อสอบวัดความสามารถพิเศษเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปีนี้นับว่าเหนือเมฆจริง ๆ นอกจากเปลี่ยนแนวข้อสอบแล้วยังใช้ตัวเลือกมากถึง ๑๑ ตัวเลือก. จอมโจรบราซิล
มาเหนือเมฆขุดอุโมงค์ ตัดสัญญาณเตือนภัย ปล้นเงินจากธนาคารกลางไปได้ ๒๖๐๐ ล้านบาท.

          สำนวน เหนือเมฆ หรือ มาเหนือเมฆ มาจากยุทธวิธีในการรบ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีให้อากาศยานบินอยู่เหนือก้อนเมฆ เมื่อปรากฏออกจากเมฆให้เห็น ก็เริ่มโจมตีแบบฉับพลันไม่ให้ข้าศึกได้ทันตั้งตัว ในสมัยที่วิทยาการด้านเรดาร์ยังไม่ก้าวหน้านัก ยุทธวิธีรบแบบบินมาเหนือเมฆมักทำให้ได้ชัยชนะเหนือข้าศึก แต่ปัจจุบันวิธีการนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะเรดาร์และดาวเทียมสามารถตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำตั้งแต่อยู่ในระยะไกล

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

บริพาร (๖ มกราคม ๒๕๕๖)

บริพาร

          คำว่า บริพาร มีความหมายเหมือนกับคำว่า บริวาร ทุกประการ คือหมายถึง สิ่งของหลายสิ่งที่รวมและประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น “เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนนบริพารกฐินโอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน” หรือหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ห้อมล้อมบุคคลสำคัญ เช่น “ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ตนย่อมเอาบริพารไปด้วยแลย่อมไปเฝ้าพระอินทร์แล”  คำว่า บริพาร พบในเอกสารที่เก่าแก่กว่าคำว่า บริวาร คือพบในจารึกหลักที่ ๑ หลักที่ ๒ และหลักที่ ๗ และพบในไตรภูมิพระร่วง.  ส่วนคำว่า บริวาร เริ่มพบในไตรภูมิพระร่วงปนกับคำว่า บริพาร ในภาษาไทยปัจจุบันคำว่า บริพาร จำกัดใช้เฉพาะในคำว่า ข้าราชบริพาร หมายถึง ข้าเฝ้าผู้คอยรับใช้เบื้องยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.