กุลาตีไม้ (๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖)

กุลาตีไม้

          กุลาตีไม้ เป็นการละเล่นของหลวงอย่างหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงปัจจุบัน การละเล่นดังกล่าวแสดงในพระราชพิธีต่าง ๆ อาจแสดงในเขตพระราชฐานหรือนอกเขตพระราชฐาน อย่างเช่นที่แสดงในปัจจุบันที่ท้องสนามหลวง. คำว่า กุลา เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง.  กุลาตีไม้มักจะเล่นคู่กับโมงครุ่มและแต่งตัวเหมือนกันถือไม้กำพตหรือไม้กระบองสั้นคนละ ๒ อันเหมือนกัน กุลาตีไม้มี ๒ ชนิด คือ กุลาตีไม้ที่มีดนตรีประกอบและที่ไม่มีดนตรีประกอบ ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกี่กลุ่มก็ได้ตามขนาดของสถานที่  แต่ละกลุ่มมีผู้เล่นเป็นจำนวนคู่  เริ่มด้วยการนั่งคุกเข่าเป็นแถว ถวายบังคม แล้วจัดเป็นวงหันหน้าเข้าหากัน วางไม้กำพตพาดทับไว้ข้างหน้า ร้องบทร้องพลางตบมือให้เข้าจังหวะ  เมื่อลุกขึ้นยืนก็ใช้ไม้กำพตตีเป็นจังหวะ โดยตีไม้ของตนเองและตีกับไม้ของคนที่อยู่ข้าง ๆ  ขยับย่างเดินเป็นวงและใช้ไม้กำพตตีตามจังหวะเพลงที่ร้อง ทำซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ ไป ตอนจะเลิกผู้เล่นตีกันเป็นคู่ ๆ ออกไปจากสถานที่เล่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เตี่ยว (๗ เมษายน ๒๕๕๖)

เตี่ยว

          เตี่ยว มีหลายความหมาย เตี่ยว ใช้เรียกผ้าที่กว้างไม่มากแต่ยาวพอที่จะใช้สำหรับคาดปากหม้อ ลังถึง หรือซึ้งนึ่งอาหารเพื่อกันไม่ให้ไอร้อนออก เช่น แม่ค้าใช้ผ้าเตี่ยวคาดซึ้งนึ่งขนมกุยช่าย

          เตี่ยว หมายถึงใบตองหรือใบมะพร้าวที่ใช้คาดกลัดทับห่ออาหาร เช่น ห่อหมก ห่อข้าวหมาก ห่อขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้.   นอกจากนี้ ยังหมายถึงผ้านุ่งผืนเล็กยาว ที่นุ่งคาดเอว พับชายที่ลอดหว่างขาให้ด้านหน้าปิดของลับ แล้วผูกชายผ้าไว้ด้านหลัง อย่างการนุ่งเตี่ยวของนักกีฬาซูโม่.  ผ้าที่ผู้หญิงใช้สำหรับนุ่งซับระดูหรือซับน้ำคาวปลาขณะอยู่กระดานไฟก็เรียกว่า ผ้าเตี่ยว ด้วย

          คำว่า เตี่ยว ในภาษาถิ่นเหนือ หมายถึง กางเกง และเรียกกางเกงขาก๊วยว่า เตี่ยวสะดอ เช่น ถ้าเธอไปเมืองแพร่อย่าลืมซื้อเสื้อม่อฮ่อมและเตี่ยวสะดอมาฝากบ้างนะ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กินแกลบกินรำ-กินหญ้า (๑๗ เมษายน ๒๕๕๖)

กินแกลบกินรำ-กินหญ้า

          กินแกลบกินรำ  เป็นสำนวนหมายความว่า โง่  คำว่า แกลบ หมายถึง เปลือกของข้าวที่สีเอาเมล็ดออกไปแล้ว. ส่วนคำว่ารำ หมายถึง ผงเยื่อของเมล็ดข้าวสาร ที่หลุดออกมาระหว่างการสี.  ทั้งแกลบและรำใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่  กินแกลบกินรำ  จึงเป็นสำนวนที่แปลว่าโง่เหมือนสัตว์ที่กินแกลบกินรำ ซึ่งส่วนมากมักจะหมายถึงหมู   ตัวอย่างเช่น ฉันรู้ว่าคุณพูดโกหก ฉันไม่ได้กินแกลบกินรำนะถึงจะไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร.

          อีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายว่าโง่เหมือนกันคือ กินหญ้า หญ้าเป็นอาหารของสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย แต่สำนวนนี้มักใช้ในเชิงดูถูกเหยียดหยามว่าโง่เหมือนวัวเหมือนควายมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ตัวอย่างเช่น ฉันพูดอธิบายให้เธอฟังตั้งยืดยาวยังไม่เข้าใจอีกหรือ กลับไปกินหญ้าซะไป. สงสัยว่าเธอจะกินหญ้าเป็นอาหารนะ ถึงให้เขาหลอกอยู่ได้. 

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

น้ำเงิน (๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖)

น้ำเงิน

          น้ำเงิน เป็นชื่อสีอย่างสีคราม สีน้ำเงินเป็นสีหนึ่งในสีธงชาติไทย ซึ่งประกอบด้วยสี ๓ สี คือ แดง ขาว และน้ำเงิน สาเหตุที่สีน้ำเงินมีชื่อเรียกเช่นนี้เป็นเพราะความคล้ายคลึงกับสีน้ำของเงิน เงินที่หลอมละลายกลายเป็นของเหลวจะมีสีครามอ่อน ดังอักขราภิธานศรับท์ให้ความหมายของคำ น้ำเงิน ว่า “น้ำเงิน คือศรีเขียวเหมือนศรีครามอ่อน ศรีเหมือนศรีเงินที่ละลายคว่างอยู่ในเบ้านั้น”

          คำว่า น้ำเงิน ที่หมายถึงน้ำของเงิน  ดังปรากฏในหนังสือพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ เรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายู ความว่า “ต่อขึ้นไปข้างหลังถ้ำนั้นเป็นถ้ำเวิ้งสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ช่องสว่างกว้างดูเปนรอยน้ำซึมเปนน้ำเงินไปเกือบทั้งถ้ำ”

          นอกจากนี้ น้ำเงิน ยังเป็นชื่อปลาน้ำจืด ตัวแบนข้าง ไม่มีเกล็ด รูปร่างคล้ายปลาเนื้ออ่อน ที่เรียกว่า ปลาน้ำเงิน เพราะหนังมีความวาวสะท้อนแสงเป็นสีน้ำเงิน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.