พระสรรเพชญ (๓ มีนาคม ๒๕๕๖)

พระสรรเพชญ

          คำว่า สรรเพชญ มาจากภาษาสันสกฤตว่า สรฺวชฺ (อ่านว่า สัร-วะ -ชญะ) ตรงกับภาษาบาลีว่า สพฺพญฺญู แปลว่า ผู้รอบรู้ ผู้รู้ทุกสิ่ง. ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า สรฺวชฺ เป็นคำเรียกพระพุทธเจ้า พระศิวะ พระอรหันต์ในศาสนาเชน และเจ้าลัทธิอื่น ๆ ด้วย.  ในเรื่องของพระพุทธศาสนาคำว่า สรรเพชญ เป็นคำที่ใช้กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้มีสรรเพชญดาญาณ. แม้พระอรหันตสาวกผู้มีดวงประทีปแห่งปัญญามองเห็นความเกิดดับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก และสามารถขจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่บังเกิดภาวะสรรเพชญดาญาณ หรือความเป็นผู้รู้ทุกสิ่งได้ดังเช่นพระพุทธเจ้า. ดังนั้นจึงปรากฏอยู่เสมอที่พระอรหันต์ทูลขอให้พระองค์ทรงเล่ามูลเหตุของปรากฏการณ์ที่ตนไม่ทราบ หรือขอให้ทรงอภิปรายปรากฏการณ์ที่เกินกำลังความรู้ของตน. พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่แตกต่างกันในเรื่องของความรู้ของตน แต่แตกต่างกันตรงที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้เดียวในพระพุทธศาสนาที่มีสรรเพชญดาญาณ คือ ความรู้แห่งความเป็นผู้รู้ทุกสิ่ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระพุทธ (๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

พระพุทธ

          คำว่า พุทธ (อ่านว่า พุด) มาจาก พุทฺธ (อ่านว่า พุด-ทะ) แปลว่า รู้แล้ว ตื่นแล้ว. พระพุทธ คือ พระผู้รู้แล้ว พระผู้ตื่นแล้ว หมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง. เมื่อใช้ในความหมายว่า ผู้รู้แล้ว ก็จะหมายความว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ตรัสรู้อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ เป็นความจริงแท้ทางโลกของธรรมชาติและของจักรวาล เป็นความจริงที่จะทำให้เข้าใจความเป็นไปของการเกิดการดับของสรรพสิ่ง และทำให้ผู้ตรัสรู้นั้นหลุดพ้นจากวงจรการเกิดการดับนี้ได้.

          ส่วนคำว่า พระพุทธ ในความหมายว่า ผู้ตื่นแล้ว นั้น หมายความว่า เป็นผู้ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจกิเลสตัณหา ตื่นจากความหลงใหลในความสุขทางโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงรู้ความจริงดังกล่าวนั้นและทรงตื่นจากความลุ่มหลงทั้งปวง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

โยน-เหวี่ยง (๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)

โยน-เหวี่ยง

          โยน กับ เหวี่ยง ต่างเป็นคำกริยาที่หมายถึง ซัดของออกจากตัว แต่ต่างกันเล็กน้อยคือ โยน หมายถึง ซัดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งพ้นไปจากตัว เช่น โยนสตางค์  โยนของ โยนโบว์ลิ่ง โยนเปตอง หรืออาจหมายถึง เคลื่อนไหวหรือทําให้เคลื่อนไหวอย่างแรง เช่น ลมพัดกิ่งไม้โยนไปโยนมา หอบจนตัวโยน คลื่นโยนเรือ. หรือหมายถึง จับปลายด้ามของหนักวัดเป็นวง เช่น โยนค้อนตีเหล็ก. นอกจากนี้ยังหมายถึง ปัดให้พ้นตัวไป เช่น โยนบาป โยนความผิด.

          เหวี่ยง หมายถึง ซัดเบี่ยงไปโดยแรง เช่น นักมวยปล้ำเหวี่ยงคู่ต่อสู้ลงไปนอนที่พื้น เขาเหวี่ยงตาข่ายให้แผ่ครอบนก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ธรรมจักร (๓ เมษายน ๒๕๕๖)

ธรรมจักร

          คำว่า ธรรมจักร แปลว่า กงล้อแห่งธรรม มีที่มาจาก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ทำ-มะ -จัก-กับ-ปะ-วัด-ตะ-นะ -สูด)  ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการหมุนไปข้างหน้าของกงล้อแห่งธรรม พระพุทธเจ้าทรงเทศน์พระสูตรนี้เป็นปฐมเทศนาของพระองค์ การเทศน์ครั้งนี้ทำให้เกิดพระภิกษุรูปแรกคือ พระโกณฑัญญะ ทำให้พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์ และเป็นสัญญาณว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงเผยแผ่พุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในโลก  เปรียบได้กับการหมุนธรรมจักรหรือกงล้อแห่งธรรม  พระพุทธศาสนาเถรวาทจึงใช้ธรรมจักรเป็นเครื่องหมาย ธงพื้นเหลืองที่มีรูปธรรมจักรก็เรียกว่า ธงธรรมจักร

          เครื่องหมายธรรมจักร เป็นวงล้อแห่งธรรมที่หมุนไปข้างหน้าเพื่อความเจริญก้าวหน้า  เตือนสติชาวพุทธให้ดำเนินชีวิตไปในทางสายกลางสู่ความดีงาม ความสุข ความเจริญ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

พระสัพพัญญู (๒ มีนาคม ๒๕๕๖)

พระสัพพัญญู

          พระสัพพัญญู เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่า สพฺพญฺญู (อ่านว่า สับ-พัน-ยู) แปลว่า ผู้รู้และเข้าใจความเป็นไปของสรรพสิ่ง. คำนี้คนทั่วไปมักแปลว่า ผู้รอบรู้.  สัพพัญญู เป็นสมญาที่คนทั่วไปใช้เรียกพระพุทธเจ้าด้วยความยกย่องเป็นอย่างยิ่ง คือยกย่องพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ล่วงรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งในโลก ในจักรวาล และพระนิพพาน.

          ในคัมภีร์สุตตันตปิฎกกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงมีความรู้ ๓ ประการ คือความรู้เกี่ยวกับการเกิดในอดีตชาติของสรรพสัตว์ ความรู้เกี่ยวกับการบังเกิดขึ้นและความดับไปของสรรพสัตว์สรรพสิ่ง และความรู้ในการกำจัดอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป. นอกจากนี้ คัมภีร์ในสมัยหลังยังกล่าวอีกว่า พระพุทธองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับโลกและจักรวาลอีกด้วย. ในพระสูตรและอรรถกถาต่าง ๆ กล่าวว่า เมื่อมนุษย์ เทวดา และพระอรหันต์ มีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับข้อธรรมะหรือปรากฏการณ์ใด ๆ ก็จะมาทูลถามพระองค์เสมอ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รอบรู้เพียงพระองค์เดียว จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระสัพพัญญู

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.