ระเบ็ง (๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖)

ระเบ็ง

          ระเบ็งเป็นการละเล่นของหลวงชุดหนึ่งซึ่งเล่นในพระราชพิธีทั้งในเขตพระราชฐานและนอกพระราชฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ระเบ็งเป็นการละเล่นที่แปลกกว่าอย่างอื่น คือแสดงเป็นเรื่องทำนองเทพนิยาย เนื้อร้องกล่าวถึงเทวดามาบอกให้บรรดากษัตริย์ร้อยเอ็ดเจ็ดพระนครไปเขาไกรลาส ระหว่างเดินทางก็ชมนกชมไม้จนไปพบพระกาลมาขวางทางไว้ กษัตริย์เหล่านั้นไม่รู้จักพระกาล จึงไล่ให้หลีกทางไปโดยเงื้อธนูจะยิง พระกาลกริ้วมากจึงสาปให้สลบ ต่อมาพระกาลเกิดสงสารจึงถอนคำสาปให้กษัตริย์เหล่านั้นฟื้น แล้วให้กลับเมือง เหล่ากษัตริย์ก็เชื่อฟังเดินทางกลับเมือง

          การละเล่นใช้ฆ้อง ๓ ใบเถา เรียกว่า ฆ้องระเบง ตีรับท้ายคำร้องทุก ๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงไปหาต่ำ จากต่ำไปหาสูง ผู้เล่นที่เป็นต้นเสียงจะร้องนำ ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อม ๆ กัน  และทำท่าประกอบไปด้วย บทร้องขึ้นต้นทุกวรรคว่า “โอละพ่อ” บรรยายกิริยาของกษัตริย์ที่จะเดินทางไปเขาไกรลาสและพบพระกาลกลางทาง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ตาบอดคลำช้าง (๘ เมษายน ๒๕๕๖)

ตาบอดคลำช้าง

          ตาบอดคลำช้าง เป็นสำนวนไทย มีความหมายถึงผู้ที่ไม่รู้จริงหรือรู้แต่เพียงบางส่วน แต่คิดว่าตนรู้ทั้งหมด 

          สำนวน ตาบอดคลำช้าง มีที่มาจาก  อรรถกถาของคัมภีร์ สุตตนิบาต (สุด-ตะ -นิ-บาด) แห่ง ขุททกนิกาย (ขุด-ทะ -กะ-นิ-กาย) เรื่องมีว่า เหล่าเดียรถีย์ (เดีย-ระ -ถี) โต้เถียงกัน ต่างฝ่ายต่างอวดอ้างว่าความคิดเห็นทางปรัชญาของตนนั้นถูกต้อง เมื่อหาข้อยุติไม่ได้จึงขอให้พระราชาวินิจฉัย พระราชาโปรดให้ราชบุรุษประชุมคนตาบอดแต่กำเนิด สั่งให้คลำช้างแล้วให้บอกลักษณะของช้าง คนตาบอดแต่ละคนคลำช้างได้คนละส่วน ไม่มีผู้ใดคลำช้างได้ทั้งตัว ทำให้บอกลักษณะของช้างต่างกันไป เช่น คนที่คลำหูช้างบอกว่า ช้างมีลักษณะเป็นแผ่นเหมือนพัด คนที่คลำขาช้างบอกว่าช้างเหมือนเสา เป็นต้น และต่างก็ตำหนิความเห็นของคนอื่นอย่างรุนแรงว่ากล่าวเท็จต่อหน้าพระราชา พระราชาสรุปว่า ความเห็นของเจ้าลัทธิเดียรถีย์แต่ละคน ก็เหมือนกับความรู้ของคนตาบอดที่คลำช้าง คือรู้เพียงส่วนที่ตนรู้ ไม่ได้รู้ทั้งหมด

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลัญจกร (๗ มีนาคม ๒๕๕๖)

ลัญจกร

          ลัญจกร (ลัน-จะ -กอน) แปลว่า ตรา สำหรับใช้ตีหรือประทับ ใช้เป็นราชาศัพท์ว่า พระราชลัญจกร หมายถึงตราที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยและประทับกำกับเอกสารสำคัญที่ออกในพระปรมาภิไธย เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงพระราชอำนาจ และเป็นเครื่องมงคลประจำรัชกาล ซึ่งจะต้องอัญเชิญขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพร้อมกับเครื่องมงคลอื่น ๆ

          พระราชลัญจกร มี ๓ ประเภท คือ  ๑. พระราชลัญจกรประจำพระองค์ใช้ประทับกำกับพระบรมนามาภิไธย ในเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน   ๒.พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน หรือตราแผ่นดิน ใช้ประทับกำกับพระบรมนามาภิไธยในเอกสารสำคัญหรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์   ๓.พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน ใช้ประทับกำกับเอกสารสำคัญที่ออกในนามพระปรมาภิไธย 

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ไก่แก่แม่ปลาช่อน (๒๘ มีนาคม ๒๕๕๖)

ไก่แก่แม่ปลาช่อน

          ไก่แก่แม่ปลาช่อน เป็นสำนวน ใช้กับผู้หญิงที่มีมารยาเล่ห์เหลี่ยมมาก  อาจเพี้ยนมาจากสำนวนเดิมว่า กระต่ายแก่แม่ปลาช่อน ดังปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น เรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ตอนพระอภัยมณีกล่าวกับนางสุวรรณมาลี ว่า “ขี้เกียจเกี้ยวเคี่ยวขับข้ารับแพ้   กระต่ายแก่แม่ปลาช่อนงอนไม่หาย”

          ในเรื่องคาวี พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระคาวีว่านางคันธมาลี ดังนี้

          “ไม่พอที่ตีวัวกระทบคราด             สัญชาติกระต่ายแก่แม่ปลาช่อน
          แสร้งสบิ้งสะบัดตัดรอน                 จะช่วยสอนให้ดีก็มิเอา”

          สำนวน กระต่ายแก่แม่ปลาช่อน ในคำประพันธ์ทั้ง ๒ เรื่องนี้หมายถึง ผู้หญิงที่มีแง่งอน สะบัดสะบิ้ง มีมารยา

          ต่อมาสำนวนนี้พูดเพี้ยนเป็น ไก่แก่แม่ปลาช่อน และกลายความหมายมาเป็น ผู้หญิงที่มีมารยาเล่ห์เหลี่ยมมาก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กุลาตีไม้ (๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖)

กุลาตีไม้

          กุลาตีไม้ เป็นการละเล่นของหลวงอย่างหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงปัจจุบัน การละเล่นดังกล่าวแสดงในพระราชพิธีต่าง ๆ อาจแสดงในเขตพระราชฐานหรือนอกเขตพระราชฐาน อย่างเช่นที่แสดงในปัจจุบันที่ท้องสนามหลวง. คำว่า กุลา เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง.  กุลาตีไม้มักจะเล่นคู่กับโมงครุ่มและแต่งตัวเหมือนกันถือไม้กำพตหรือไม้กระบองสั้นคนละ ๒ อันเหมือนกัน กุลาตีไม้มี ๒ ชนิด คือ กุลาตีไม้ที่มีดนตรีประกอบและที่ไม่มีดนตรีประกอบ ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกี่กลุ่มก็ได้ตามขนาดของสถานที่  แต่ละกลุ่มมีผู้เล่นเป็นจำนวนคู่  เริ่มด้วยการนั่งคุกเข่าเป็นแถว ถวายบังคม แล้วจัดเป็นวงหันหน้าเข้าหากัน วางไม้กำพตพาดทับไว้ข้างหน้า ร้องบทร้องพลางตบมือให้เข้าจังหวะ  เมื่อลุกขึ้นยืนก็ใช้ไม้กำพตตีเป็นจังหวะ โดยตีไม้ของตนเองและตีกับไม้ของคนที่อยู่ข้าง ๆ  ขยับย่างเดินเป็นวงและใช้ไม้กำพตตีตามจังหวะเพลงที่ร้อง ทำซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ ไป ตอนจะเลิกผู้เล่นตีกันเป็นคู่ ๆ ออกไปจากสถานที่เล่น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.