ตกทอง (๙ เมษายน ๒๕๕๖)

ตกทอง

          ตกทอง  ประกอบด้วยคำว่า  ตก  และ  ทองตก  มีหลายความหมาย  ความหมายหนึ่งหมายถึงอาการที่พลัดลงหรือหล่นลงสู่ระดับต่ำอย่างรวดเร็ว  เช่น  ตกต้นไม้  ตกบันได  รถไฟตกราง  อีกความหมายหนึ่งหมายถึง  เอาเบ็ดเกี่ยวเหยื่อหย่อนลงไปในน้ำให้ปลาหรือกุ้งกินแล้ววัดหรือสาวขึ้นมา เช่น  ตกปลา  ตกกุ้ง 

          คำว่า ตกทอง เป็นวิธีการหลอกลวงด้วยการใช้ทองปลอมที่มีน้ำหนักมากกว่าเป็นเหยื่อล่อ ให้คนที่โลภนำทองแท้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่ามาแลก เหมือนกับนักตกปลาที่ใช้เหยื่อเพียงเล็กน้อยเพื่อตกให้ได้กุ้งหรือปลาที่ตัวใหญ่กว่า  เช่น    หญิงสาวถอดสร้อยคอหนัก ๒ บาทให้แก๊งตกทอง เพื่อแลกกับสร้อยคอเก๊หนัก ๕ บาท.   พวกตกทองหลอกลวงได้เฉพาะคนที่มีความโลภเท่านั้น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลอยชาย (๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖)

ลอยชาย

          ลอยชาย เป็นสำนวนที่มาจากการนุ่งผ้าแบบลำลอง สบาย ๆ อย่างนุ่งผ้าอยู่กับบ้าน เมื่อเป็นสำนวน มีความหมายว่า กรีดกราย เช่น เขาเดินลอยชายไม่ทำอะไรเลย  คำนี้พบในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม ขุนช้างลวงพลายงามไปฆ่า แล้วเดินลอยชายกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความว่า

          “ขุนช้างเห็นว่าทับจนตับแตก                เอาคาแฝกฝุ่นกลบให้ศพหาย
          แล้วกลิ้งขอนซ้อนทับให้ลับกาย             ทำลอยชายชมป่ากลับมาเรือน”

          ลอยชายอาจใช้ในความหมายว่าไม่มีผู้ขัดขวาง เช่น ข้าศึกเดินลอยชายเข้าเมืองได้อย่างสบาย นอกจากนี้คำว่าลอยชาย ยังเป็นชื่อท่ารำกระบี่กระบองเรียกว่าไม้รำ มี ๑๒ ไม้รำ  ไม้รำที่ ๑ มีชื่อว่า ลอยชาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ระเบ็ง (๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖)

ระเบ็ง

          ระเบ็งเป็นการละเล่นของหลวงชุดหนึ่งซึ่งเล่นในพระราชพิธีทั้งในเขตพระราชฐานและนอกพระราชฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ระเบ็งเป็นการละเล่นที่แปลกกว่าอย่างอื่น คือแสดงเป็นเรื่องทำนองเทพนิยาย เนื้อร้องกล่าวถึงเทวดามาบอกให้บรรดากษัตริย์ร้อยเอ็ดเจ็ดพระนครไปเขาไกรลาส ระหว่างเดินทางก็ชมนกชมไม้จนไปพบพระกาลมาขวางทางไว้ กษัตริย์เหล่านั้นไม่รู้จักพระกาล จึงไล่ให้หลีกทางไปโดยเงื้อธนูจะยิง พระกาลกริ้วมากจึงสาปให้สลบ ต่อมาพระกาลเกิดสงสารจึงถอนคำสาปให้กษัตริย์เหล่านั้นฟื้น แล้วให้กลับเมือง เหล่ากษัตริย์ก็เชื่อฟังเดินทางกลับเมือง

          การละเล่นใช้ฆ้อง ๓ ใบเถา เรียกว่า ฆ้องระเบง ตีรับท้ายคำร้องทุก ๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงไปหาต่ำ จากต่ำไปหาสูง ผู้เล่นที่เป็นต้นเสียงจะร้องนำ ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อม ๆ กัน  และทำท่าประกอบไปด้วย บทร้องขึ้นต้นทุกวรรคว่า “โอละพ่อ” บรรยายกิริยาของกษัตริย์ที่จะเดินทางไปเขาไกรลาสและพบพระกาลกลางทาง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ตาบอดคลำช้าง (๘ เมษายน ๒๕๕๖)

ตาบอดคลำช้าง

          ตาบอดคลำช้าง เป็นสำนวนไทย มีความหมายถึงผู้ที่ไม่รู้จริงหรือรู้แต่เพียงบางส่วน แต่คิดว่าตนรู้ทั้งหมด 

          สำนวน ตาบอดคลำช้าง มีที่มาจาก  อรรถกถาของคัมภีร์ สุตตนิบาต (สุด-ตะ -นิ-บาด) แห่ง ขุททกนิกาย (ขุด-ทะ -กะ-นิ-กาย) เรื่องมีว่า เหล่าเดียรถีย์ (เดีย-ระ -ถี) โต้เถียงกัน ต่างฝ่ายต่างอวดอ้างว่าความคิดเห็นทางปรัชญาของตนนั้นถูกต้อง เมื่อหาข้อยุติไม่ได้จึงขอให้พระราชาวินิจฉัย พระราชาโปรดให้ราชบุรุษประชุมคนตาบอดแต่กำเนิด สั่งให้คลำช้างแล้วให้บอกลักษณะของช้าง คนตาบอดแต่ละคนคลำช้างได้คนละส่วน ไม่มีผู้ใดคลำช้างได้ทั้งตัว ทำให้บอกลักษณะของช้างต่างกันไป เช่น คนที่คลำหูช้างบอกว่า ช้างมีลักษณะเป็นแผ่นเหมือนพัด คนที่คลำขาช้างบอกว่าช้างเหมือนเสา เป็นต้น และต่างก็ตำหนิความเห็นของคนอื่นอย่างรุนแรงว่ากล่าวเท็จต่อหน้าพระราชา พระราชาสรุปว่า ความเห็นของเจ้าลัทธิเดียรถีย์แต่ละคน ก็เหมือนกับความรู้ของคนตาบอดที่คลำช้าง คือรู้เพียงส่วนที่ตนรู้ ไม่ได้รู้ทั้งหมด

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลัญจกร (๗ มีนาคม ๒๕๕๖)

ลัญจกร

          ลัญจกร (ลัน-จะ -กอน) แปลว่า ตรา สำหรับใช้ตีหรือประทับ ใช้เป็นราชาศัพท์ว่า พระราชลัญจกร หมายถึงตราที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยและประทับกำกับเอกสารสำคัญที่ออกในพระปรมาภิไธย เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงพระราชอำนาจ และเป็นเครื่องมงคลประจำรัชกาล ซึ่งจะต้องอัญเชิญขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพร้อมกับเครื่องมงคลอื่น ๆ

          พระราชลัญจกร มี ๓ ประเภท คือ  ๑. พระราชลัญจกรประจำพระองค์ใช้ประทับกำกับพระบรมนามาภิไธย ในเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน   ๒.พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน หรือตราแผ่นดิน ใช้ประทับกำกับพระบรมนามาภิไธยในเอกสารสำคัญหรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์   ๓.พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน ใช้ประทับกำกับเอกสารสำคัญที่ออกในนามพระปรมาภิไธย 

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.