อาคันตุกะ (๑๘ กันยายน ๒๕๕๖)

อาคันตุกะ

          อาคันตุกะ หมายถึง  แขกผู้มาหา หรือผู้มาจากที่อื่น 

          คำ อาคันตุกะ เมื่อเป็นคำราชาศัพท์ใช้ว่า ราชอาคันตุกะ และพระราชอาคันตุกะ ซึ่งหมายถึง แขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มาจากต่างประเทศ

          ราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อผู้ที่มาเยือนประเทศไทยเป็นสามัญชน เช่น นายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ส่วนพระราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อผู้มาเยือนเป็นพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น  สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.   แต่ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนประเทศซึ่งมีประมุขของประเทศเป็นสามัญชนใช้ อาคันตุกะ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอาคันตุกะของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 
 

พระสุภัททะ (๖ สิงหาคม ๒๕๕๖)

พระสุภัททะ

          พระสุภัททะ เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาผู้เป็นต้นเหตุแห่งการทำปฐมสังคายนา.  พระสุภัททะก่อนบวชเคยเป็นช่างตัดผมในเมืองอาตุมา   เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน ขณะที่พระมหากัสสปเถระกำลังเดินทางจากเมืองปาวาสู่เมืองกุสินารา โดยมีพระสุภัททะร่วมอยู่ในคณะด้วย  ก็ได้ทราบข่าวพุทธปรินิพพาน  ภิกษุที่เป็นพระปุถุชน พระโสดาบัน และพระสกทาคามี (อ่านว่า สะ-กะ-ทา-คา-มี) พากันร้องไห้คร่ำครวญ พระสุภัททะได้ห้ามภิกษุไม่ให้เศร้าโศก และกล่าวว่า “…พระมหาสมณะนั้นคอยเบียดเบียนพวกเรา  ว่าสิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ บัดนี้ พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น”  พระมหากัสสปเถระได้ฟังแล้วเกิดธรรมสังเวช    ดังนั้น หลังจากเสร็จงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว  ท่านจึงได้ยกถ้อยคำของพระสุภัททะนี้เป็นข้อปรารภชักชวนพระเถระทั้งหลายร่วมกันทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้นเป็นครั้งแรก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ลูบหน้าปะจมูก (๒๘ กันยายน ๒๕๕๖)

ลูบหน้าปะจมูก

          ลูบหน้าปะจมูก  เป็นสำนวนหมายความว่า ทำอะไรเด็ดขาดจริงจังลงไปไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนพวกพ้องของตน.  สำนวนนี้ประกอบด้วยคำว่า ลูบ หมายถึงเอาฝ่ามือทาบลงแล้วเลื่อนไปหรือมา  เช่น  เขาเอามือลูบแขน  พ่อลูบหัวลูกสาวด้วยความปรานีปะ  หมายถึง มาพบกัน มาเผชิญหน้ากัน เช่น หนีเสือปะจระเข้  พอผู้ร้ายหันมาปะหน้าตำรวจก็รีบกระโจนหนีอย่างไม่คิดชีวิต. หน้า เป็นอวัยวะในส่วนของศีรษะตั้งแต่หน้าผากลงมาจดคาง. ส่วนจมูก เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งบนใบหน้า  ดังนั้น เมื่อเอามือลูบหน้าลงไปแล้วก็จะถูกจมูกเสมอ 

          ลูบหน้าปะจมูก จึงนำมาใช้กับพฤติกรรมของผู้มีหน้าที่ต้องลงโทษหรือเอาผิดกับพวกพ้องของตน  จึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงหรือให้มีผลกระทบกับพวกพ้องให้น้อยที่สุด เช่น  ผู้จัดการบริษัทสั่งให้สอบสวนพนักงานบัญชีของบริษัท โดยไม่เกรงว่าจะลูบหน้าปะจมูก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.