โคมลอย (๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐)

โคมลอย

          โคมลอย เป็นสำนวนที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมัยนั้นมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งชื่อพันช์ (Punch) ที่หน้าแรกของหนังสือมีรูปโคมซึ่งลอยอยู่ ในหนังสือนั้นมักมีเรื่องตลกแบบฝรั่ง แต่คนไทยเห็นว่าไม่เข้ากับเรื่องและไม่เห็นว่าขบขัน ดังนั้น เวลาที่ใครพูดอะไรที่ไม่เข้ากับเรื่อง ก็มักเรียกว่า โคมลอย หรือ โคม

          ในปัจจุบัน ความหมายของสำนวนนี้เปลี่ยนแปลงไป หมายถึง ข่าวลือที่เหลวไหล ไม่มีมูล หรือไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นความจริง เช่น เรื่องการปรับเงินเดือนของข้าราชการเดือนตุลาคมคราวนี้ไม่ใช่ข่าวโคมลอย. ใครนะลือกันว่าเขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ที่แท้เป็นข่าวโคมลอย.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ซื่อเหมือนแมวนอนหวด (๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐)

ซื่อเหมือนแมวนอนหวด

          ซื่อเหมือนแมวนอนหวด เป็นสำนวน มีความหมายว่า ซื่อแต่ซ่อนความเจ้าเล่ห์หรือความปราดเปรียวไว้ภายใน จึงมักจะใช้เป็นคำพูดในเชิงประชด เช่น เธอว่าหัวหน้าเป็นคนซื่อหรือ  ซื่อเหมือนแมวนอนหวดน่ะซิ ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน.

          ปรกติแมวจะมีอาการซึมเซาง่วงนอนในเวลากลางวัน และมักจะนอนขดอยู่ในที่แคบ ๆ เช่นในหวด ในซอกตู้ แต่พอถึงเวลากลางคืน แมวก็จะปราดเปรียวว่องไว เพราะเป็นเวลาออกหากิน เวลาแมวนอนในหวด ตัวจะคดไม่ตรง จึงนำมาพูดเปรียบเทียบคนที่คดว่า ซื่อเหมือนแมวนอนหวด.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ความรู้ และ องค์ความรู้ (๕ กันยายน ๒๕๕๐)

ความรู้ และ องค์ความรู้

          คำว่า ความรู้ และ องค์ความรู้ มีความหมายต่างกัน คำว่า ความรู้ มาจากคำว่า ความ กับคำว่า รู้ เช่น เด็กนักเรียนควรหาความรู้เพิ่มเติมโดยการอ่านหนังสือ นอกเหนือจากที่เรียนในห้องเรียน.

          ส่วนคำว่า องค์ความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่ได้มาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ แล้วนำมาบูรณาการเข้าเป็นระบบความรู้ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ยังสามารถระบุได้ว่าเป็นสาขาใดหรือด้านใด เช่น งานวิจัยชิ้นนี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม. เขาพยายามแสวงหาความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่สังคม.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สุภาษิต (๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๐)

สุภาษิต

          สุภาษิต หมายถึง คำกล่าวที่เป็นคติคำสอนให้ประพฤติหรือไม่ประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สุภาษิตพระร่วงกล่าวว่า “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่”. พุทธศาสนสุภาษิต กล่าวว่า “ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”. “จงเตือนตนด้วยตน”. “พึงรักษาความดีของตน ดุจเกลือรักษาความเค็ม”.

          สุภาษิต บางทีก็เรียกว่า ภาษิต หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น อิศริญาณภาษิต (อ่านว่า อิด-สะ-ริ-ยาน-พา-สิด) มีข้อความว่า “จงฟังหูไว้หูคอยดูไป เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ” หมายความว่า อย่าเชื่อคนง่ายเชื่อน้ำใจคน ดีกว่าเชื่อคำพูดของคน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ชีพจรลงเท้า (๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐)

ชีพจรลงเท้า

          ชีพจรลงเท้า เป็นสำนวน มีความหมายว่า ต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ อยู่ไม่ติดที่

          สำนวนนี้เดิมใช้ว่า “เทพจรลงเท้า” คำว่า เทพจร อักขราภิธานศรับท์ (อ่านว่า อัก-ขะ-รา-พิ-ทาน-สับ) ของหมอปรัดเล (อ่านว่า หมอ-ปฺรัด-เล) ให้ความหมายไว้ว่า “เส้นในตัวคนที่มันเต้นอยู่ที่ข้อมือข้อเท้า” เทพจร ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ชีพจร ในปัจจุบันนั่นเอง

          คำว่า เทพจร อาจแปลว่า เทวดาจร ทำให้นึกไปถึงเทวดาที่ท่องเที่ยวไปในสวรรค์ไม่มีวิมานอยู่เป็นที่เป็นทาง

          สำนวน ชีพจรลงเท้า หรือ เทพจรลงเท้า จึงใช้ในความหมายว่า ต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ อยู่ไม่ติดที่.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

บรรณาธิการ กับ สาราณียกร (๔ กันยายน ๒๕๕๐)

บรรณาธิการ กับ สาราณียกร

          คำว่า บรรณาธิการ เป็นคำนาม ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า editor (อ่านว่า เอ-ดิ-เต้อร์) เขียน e-d-i-t-o-r  หมายถึง บุคคลที่รับผิดชอบในการจัดพิมพ์หนังสือหรือเอกสารต่าง ๆ โดยทำหน้าที่คัดเลือกและตรวจแก้เรื่องที่ลงพิมพ์ เช่น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งถูกนักการเมืองชื่อดังฟ้อง.

          ส่วนคนที่ทำหน้าที่จัดทำหนังสือของสมาคมหรือสถาบันการศึกษา มักใช้ว่า “สาราณียกร” (อ่านว่า สา-รา-นี-ยะ-กอน) เช่น เธอเป็นสาราณียกรหนังสือรุ่น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คำพังเพย (๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐)

คำพังเพย

          คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนที่พูดไว้กลาง ๆ เพื่อชวนให้คิด ถ้านำมาใช้ให้เหมาะกับเรื่องที่กำลังพูดกัน จะทำให้เข้าใจเรื่องที่พูดนั้นชัดเจนขึ้น เช่นพูดว่า รถยนต์ตอนที่เบรกเริ่มไม่ดีก็ไม่รีบไปซ่อม พอเบรกแตกไปชนต้นไม้เข้า เลยต้องเสียค่าซ่อมมาก เข้าทำนอง เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย. คำพังเพย “เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย” หมายถึง เสียเพียงเล็กน้อยไม่ยอมเสีย ทำให้ต้องเสียมากกว่าเดิม    คำพังเพยในภาษาไทยมีอยู่มาก เช่น หมองูตายเพราะงู. ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก  ไม่เห็นกระรอกก่งหน้าไม้. กระต่ายตื่นตูม. กิ้งก่าได้ทอง.

          คำว่า พังเพย มาจากภาษาจีน  จีนกลางออกเสียงว่า ผังผี้.  แต้จิ๋วออกเสียงว่า ผั่งโพย. แปลว่า หมายเหตุหรือคำวิจารณ์ที่เขียนอธิบายไว้ข้าง ๆ ข้อความหลัก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น (๑๔ กันยายน ๒๕๕๐)

ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น

          สำนวน ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น มีความหมายว่า ดูเหมือนละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่ละเอียดถี่ถ้วนจริง มีช่องโหว่ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ เช่น โรงงานนี้เข้มงวดเรื่องการเข้าออกของผู้ไปติดต่อ แต่คนส่งกาแฟ คนส่งหนังสือพิมพ์ กลับเข้าออกได้ทุกห้อง ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็นแท้ ๆ.

          สำนวนนี้ยังหมายความว่า ประหยัดในสิ่งที่ไม่ควรประหยัด ไม่ประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด เช่น เจ้านายฉันเรื่องกินละก็คิดแล้วคิดอีก แต่ถ้าเป็นเรื่องแต่งตัวละก็ จ่ายเท่าไรก็ไม่ว่า เข้าตำรา ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น.

          สำนวนนี้ เดิมใช้ว่า ถี่ลอดตัวช้าง ห่างลอดตัวเล็น หมายความว่า ถี่หรือถี่ถ้วน แต่ว่าช้างกลับลอดได้ทั้งตัว นั้นคือไม่ถี่ถ้วนจริง ต่อมาได้กลายเสียงเป็น ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.