งูกินหาง (๒) (๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

งูกินหาง (๒)

          งูกินหาง  หมายความว่า  เกี่ยวโยงกันจากหัวถึงหางไปเป็นทอด ๆ เป็นชื่อกลอนกลบท ที่แต่งให้คำ ๓ คำส่วนต้นของวรรคซ้ำกับคำ ๓ คำที่เป็นส่วนท้ายของวรรค เช่น  

                    สงสารนุชสุดแสน(สงสารนุช)                     จะโหยไห้ไหนจะหยุด(จะโหยไห้)    
                    รันทดใจให้สลด(รันทดใจ)                         ต้องไกลจรกรรมไฉน(ต้องไกลจร)  
                    ชลเนตรจะไหลหลั่งถั่ง(ชลเนตร)                 สะอื้นอ้อนโอ้เทวษ(สะอื้นอ้อน) 
                    เมื่อยามนอนจะหนาวเนื้อ(เมื่อยามนอน)        ไม่วายวันกระสันสมร(ไม่วายวัน).
 

คำกลอนกลบทที่มีชื่อว่า งูกินหาง   แต่งให้คำต้นของวรรควกกลับมาเป็นคำท้ายของวรรค  ลักษณะจึงเหมือนงูวกมากินหางของตนเอง.    นอกจากนี้  การดำเนินงานที่มีลักษณะวนจากหัวมาหาง  ก็เรียกว่า งูกินหาง  เช่น   เขาตั้งวงแชร์หลอกเอาเงินชาวบ้านมา  แล้วเอาเงินคนใหม่มาจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้คนเก่า  หมุนเวียนไปแบบงูกินหาง   ถ้าไม่มีคนใหม่มาลงทุน  คนที่หลอกเงินชาวบ้านก็มักจะหนีไป.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลอยแก้ว (๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๖)

ลอยแก้ว

          คำว่า ลอยแก้ว เดิมมี ๒ ความหมาย ความหมายหนึ่ง  หมายถึง น่าปลาบปลื้ม น่าภาคภูมิใจ ดังปรากฏในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อนางมณฑาเห็นเจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์ นางรำพันด้วยความดีใจว่า

                    “รจนายาจิตช่างคิดถูก              หมายมั่นพันผูกก็ควรอยู่
                    ทีนี้แหละลอยแก้วแล้วลูกกู         โฉมตรูแย้มยิ้มกระหยิ่มใจ”

          คำว่า ลอยแก้ว อีกความหมายหนึ่ง เป็นชื่อของหวานที่ทำด้วยผลไม้นำไปแช่ในน้ำเชื่อม ถ้าเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะแช่ในน้ำเชื่อมเจือเกลือเล็กน้อย ดังปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่า

                    “ผลจากเจ้าลอยแก้ว             บอกความแล้วจากจำเป็น
                    จากช้ำน้ำตากระเด็น              เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง”

          ปัจจุบัน คำว่า ลอยแก้ว เหลือแต่ความหมายซึ่งเป็นวิธีทำของหวานเท่านั้น เช่น กระท้อนลอยแก้ว  สละลอยแก้ว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระมโหสถ (๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๖)

พระมโหสถ

          พระมโหสถ  เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในเรื่องมโหสถชาดก  ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี  คือมีความรอบรู้ ความเข้าใจชัดเจนสามารถแยกแยะเหตุและผล  ดีและชั่ว  คุณและโทษ  ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เป็นต้น

          มโหสถชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๕ ในทศชาติ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นมโหสถบุตรเศรษฐี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก  ผู้คนต่างมาขอให้ช่วยตัดสินคดีพิพาทและแก้ไขปัญหาอยู่เนือง ๆ  ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปถึงพระเจ้าวิเทหราชแห่งกรุงมิถิลา  พระองค์ได้ทรงทดลองสติปัญญาของมโหสถด้วยวิธีต่าง ๆ จนเป็นที่พอพระทัย และขอมโหสถไว้เป็นราชบุตร  มโหสถได้ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาภายในบ้านเมือง และปัญหาศึกสงคราม  รวมทั้งยังใช้สติปัญญาช่วยพระชนม์ชีพของพระเจ้าวิเทหราชไว้ได้ มโหสถได้รับยกย่องว่าเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้อันลึกซึ้ง มีสติปัญญาประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กำกับให้ประพฤติปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควร

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อุกฤษฏ์ (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

อุกฤษฏ์

          คำว่า อุกฤษฏ์ หมายความว่า สูงสุด ปัจจุบันใช้หมายถึงขั้นสูงสุดในการลงโทษ เช่น เขากระทำผิดมามาก สมควรจะได้รับโทษขั้นอุกฤษฏ์. คำนี้มาจากภาษาสันสกฤตว่า อุตฺกฤษฺฏ (อ่านว่า อุด-กฺริส-ตะ) มีใช้มาแต่โบราณในกฎหมายตราสามดวง ทั้งความหมายว่าขั้นสูงสุดในการลงโทษและในการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ดังปรากฏในพระไอยการลักขณโจร กฎหมายตราสามดวงว่า “อันว่าโจรสาระนั้น คือลักทรัพย์อันเปนแก่นสาร ลักพระพุทธรูป แลลอกทองพระพุทธรูปพระสถูปพระเจดีย์เปนมิจฉาทิถฐิอุกฤฐโทษ” และในพระไอยการกระบดศึก กฎหมายตราสามดวงว่า “อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้เปนนายทับนายกองไปการณรงสงครามได้รบพุ่งด้วยข้าศึก แลจับได้นายทับนายกองผู้ใหญ่ได้เครื่องสรรพยุธ บำเหน็จเปนอุกฤฐ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ไขหู-ไขหูไขตา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖)

ไขหู-ไขหูไขตา

          ไขหู เป็นสำนวนหมายถึง ทำเป็นว่าไม่ได้ยิน เช่น พ่อแม่จะบ่นว่าอย่างไร เธอก็ทำไขหูเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย. แต่เดิมใช้ว่า ขายหู ในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หกนางเสียใจที่เลือกคู่ผิดจึงหาเรื่องทะเลาะกับนางรจนา หกเขยรำคาญจึงเตือนหกนางว่า

          “วานอย่าว่าวุ่นวายอายเขา            อะไรเจ้าไม่อดสูเป็นผู้ใหญ่
          ขายหูเสียมั่งชั่งเป็นไร                 จะทำให้เคืองจิตพระบิดา”

          เมื่อใช้ว่า ไขหูไขตา หมายถึง ได้ยินได้เห็นแล้วรู้สึกอายไม่อยากฟังไม่อยากเห็น เช่น สามีภรรยามีปากเสียงกัน แม่ยายได้แต่ทำเป็นไขหูไขตา ไม่กล้าออกปากเตือน. แต่เดิมใช้ว่า ขายหูขายตา ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เมื่อพระลอกับพระเพื่อนพระแพงลอบรักกันและแอบอยู่ในตำหนัก เหล่านางกำนัลพอจะรู้ระแคะระคายแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น จนกระทั่งข่าวไปถึงพระบิดาของสองนาง ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้

          “ดอกขายหูขายตา            ดอก บ นำพารู้ 
          ขจรข่าวถึงท้าวผู้                 พ่อไท้ทั้งสอง”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.