อุกฤษฏ์ (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

อุกฤษฏ์

          คำว่า อุกฤษฏ์ หมายความว่า สูงสุด ปัจจุบันใช้หมายถึงขั้นสูงสุดในการลงโทษ เช่น เขากระทำผิดมามาก สมควรจะได้รับโทษขั้นอุกฤษฏ์. คำนี้มาจากภาษาสันสกฤตว่า อุตฺกฤษฺฏ (อ่านว่า อุด-กฺริส-ตะ) มีใช้มาแต่โบราณในกฎหมายตราสามดวง ทั้งความหมายว่าขั้นสูงสุดในการลงโทษและในการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ดังปรากฏในพระไอยการลักขณโจร กฎหมายตราสามดวงว่า “อันว่าโจรสาระนั้น คือลักทรัพย์อันเปนแก่นสาร ลักพระพุทธรูป แลลอกทองพระพุทธรูปพระสถูปพระเจดีย์เปนมิจฉาทิถฐิอุกฤฐโทษ” และในพระไอยการกระบดศึก กฎหมายตราสามดวงว่า “อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้เปนนายทับนายกองไปการณรงสงครามได้รบพุ่งด้วยข้าศึก แลจับได้นายทับนายกองผู้ใหญ่ได้เครื่องสรรพยุธ บำเหน็จเปนอุกฤฐ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ไขหู-ไขหูไขตา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖)

ไขหู-ไขหูไขตา

          ไขหู เป็นสำนวนหมายถึง ทำเป็นว่าไม่ได้ยิน เช่น พ่อแม่จะบ่นว่าอย่างไร เธอก็ทำไขหูเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย. แต่เดิมใช้ว่า ขายหู ในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หกนางเสียใจที่เลือกคู่ผิดจึงหาเรื่องทะเลาะกับนางรจนา หกเขยรำคาญจึงเตือนหกนางว่า

          “วานอย่าว่าวุ่นวายอายเขา            อะไรเจ้าไม่อดสูเป็นผู้ใหญ่
          ขายหูเสียมั่งชั่งเป็นไร                 จะทำให้เคืองจิตพระบิดา”

          เมื่อใช้ว่า ไขหูไขตา หมายถึง ได้ยินได้เห็นแล้วรู้สึกอายไม่อยากฟังไม่อยากเห็น เช่น สามีภรรยามีปากเสียงกัน แม่ยายได้แต่ทำเป็นไขหูไขตา ไม่กล้าออกปากเตือน. แต่เดิมใช้ว่า ขายหูขายตา ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เมื่อพระลอกับพระเพื่อนพระแพงลอบรักกันและแอบอยู่ในตำหนัก เหล่านางกำนัลพอจะรู้ระแคะระคายแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น จนกระทั่งข่าวไปถึงพระบิดาของสองนาง ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้

          “ดอกขายหูขายตา            ดอก บ นำพารู้ 
          ขจรข่าวถึงท้าวผู้                 พ่อไท้ทั้งสอง”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระเนมิราช (๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖)

พระเนมิราช

          พระเนมิราช  เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในเรื่องเนมิราชชาดก  ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่นคงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะกระทำตามจุดมุ่งหมายของตน 

          เนมิราชชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๔ ในทศชาติ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเนมิราช กษัตริย์กรุงมิถิลา สืบต่อจากพระบิดา ทรงตั้งพระทัยเด็ดเดี่ยวว่าถ้าทรงเห็นเส้นพระเกศาหงอกจะเสด็จออกบวช  พระเนมิราชทรงบริจาคทานและประพฤติพรหมจรรย์ แต่ทรงสงสัยว่าอย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน พระอินทร์จึงปรากฏพระองค์ลงมาตอบว่าการประพฤติพรหมจรรย์ มีอานิสงส์มากกว่า และตรัสว่าจงอย่าประมาทในธรรมทั้งสอง ให้บริจาคทานพร้อมไปด้วย แล้วสั่งพระมาตลีให้นำราชรถมารับพระเจ้าเนมิราชไปเที่ยวเมืองสวรรค์และเมืองนรก ทั้งเชิญให้ครองเมืองสวรรค์ แต่พระเนมิราชไม่ทรงรับตรัสว่า บุญทั้งหลายต้องทำเองจึงจะติดตัวไป เมื่อพระเนมิราชเสด็จกลับกรุงมิถิลาทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระเกศาเส้นหนึ่งหงอก จึงเสด็จออกบวช

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เป็นเพื่อน (๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

เป็นเพื่อน

          คำว่า เป็นเพื่อน มีความหมายว่า  รู้จักและมีความสัมพันธ์กันฉันมิตร เช่น เราเป็นเพื่อนกับอาจารย์คนนี้  เจ้าของร้านอาหารนี้กับเราเป็นเพื่อนกัน.  และนอกจากจะมีความหมายว่า คบหาสมาคมกันอย่างคนรู้จักที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว คำว่า เป็นเพื่อน ยังมีความหมายว่า อยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือ เพื่อทำให้อุ่นใจ เพื่อไม่ให้ว้าเหว่ เป็นต้น เช่น ฉันจะไปโรงพยาบาล คุณไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยซิ เขาไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียวจึงให้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนเป็นเพื่อน หมายถึง อยู่ด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ก็ได้ เช่น ชายหนุ่มจะพาหญิงสาวไปเที่ยวกันตามลำพัง แม่จึงให้น้องชายไปเป็นเพื่อนพี่สาว.  เป็นเพื่อน หมายถึง อยู่ร่วมด้วยเพื่อให้คลายเหงา  ผู้ที่อยู่เป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคล  อาจเป็นสัตว์เลี้ยง ธรรมชาติ  ดนตรี  หรือสิ่งใดก็ได้  เช่น  เขาอยู่คนเดียวมีแต่โทรทัศน์เป็นเพื่อน ยายมีสุนัขเป็นเพื่อนตั้งหลายตัว คุณแม่จัดให้มีดนตรีไทยเป็นเพื่อนศพ  เขามีแต่ความฝันเป็นเพื่อน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

วันเฉลิมพระชนมพรรษา (๕ ธันวาคม ๒๕๕๖) (ออกอากาศซ้ำ)

วันเฉลิมพระชนมพรรษา

          วันเฉลิมพระชนมพรรษา หมายถึง วันฉลองวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐  ทรงได้รับการเทิดทูนว่าเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยทั้งชาติและเฉลิมพระเกียรติว่าพระองค์คือมหาราชของชาวไทย ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ต่างพร้อมใจกันจัดงาน “๕ ธันวา มหาราช” เป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา  และจัดอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องกันมาทุกปีตราบถึงปัจจุบัน ในวันดังกล่าวมีพิธีจุดเทียนถวายชัยมงคล ถวายพุ่มเงินพุ่มทองเป็นราชสักการะ และมีการจุดพลุและประดับไฟตามถนนและสถานที่สำคัญ  ตามบ้านเรือนประชาชนก็จัดโต๊ะหมู่บูชาเพื่อแสดงความจงรักภักดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ถ่านไฟเก่า (๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

ถ่านไฟเก่า

          ถ่าน หมายถึง ไม้ที่เผาจนสุก มีลักษณะเป็นแท่งหรือเป็นก้อนสีดำ ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาไฟที่หุงอาหารเป็นต้น เมื่อติดไฟแล้วจะมีสีแดงเรียกว่า ถ่านไฟ ใช้ไปสักครู่หนึ่งถ่านไฟจะค่อย ๆ มอดจวนจะดับ มีลักษณะเป็นก้อนสีเทา ๆ เพราะมีขี้เถ้าหุ้มอยู่ เมื่อเป่าหรือใช้ไม้เขี่ยแล้วเติมถ่านก้อนใหม่ลงไปไฟก็จะคุติดขึ้นมาใหม่ได้

          จึงมีสำนวนเปรียบชายหญิงที่เคยรักใคร่กันแล้วเลิกร้างกันไป เมื่อกลับมาพบกันใหม่ก็เหมือนถ่านไฟเก่าที่จวนจะมอดดับไปแล้วคุกรุ่นขึ้นมาได้อีก ทำให้รักใคร่และปลงใจกันได้ง่ายขึ้น เหมือนไฟที่ยังมีเชื้ออยู่จึงติดขึ้นได้ง่าย

          ในบทละครนอกเรื่องไกรทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนที่ไกรทองตามไปง้อนางวิมาลา ไกรทองเปรียบความรักที่ตนเคยมีต่อนางว่า

          “เมื่อถ่านไฟเก่าเถ้ายังมี          เป่าขึ้นคงอัคคีจะติดเชื้อ”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เสียมือ-เสียมือเสียเท้า (๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๖)

เสียมือ-เสียมือเสียเท้า

          เสียมือ มีความหมายตรง หมายถึง สูญเสียมือไป เช่น อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาต้องเสียมือข้างขวาไป. เมื่อใช้เป็นสำนวนมีความหมายเชิงดูถูกดูหมิ่น หมายถึง เปล่าประโยชน์หรือเสียเกียรติเมื่อต้องยกมือขึ้นไหว้ใครสักคนหนึ่ง เช่น คนอะไรเป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า ไม่รู้จักถูกผิด ฉันไม่ยอมไหว้ให้เสียมือหรอก. ในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นางรจนาต่อว่าพี่สาวทั้งหกนางที่กลับมานับนางเป็นน้องเมื่อรู้ว่าเจ้าเงาะคือพระสังข์ นางไม่อยากไหว้พี่สาวทั้งหกให้เสียมือ ดังคำประพันธ์ว่า

          “ประเดี๋ยวนี้จะกลับมานับถือ           นี่ลืมไปแล้วหรือนะหม่อมพี่
          เป็นผู้ใหญ่อะไรอย่างนี้                 ข้ามิอยากไหว้ให้เสียมือ

          เมื่อใช้ว่า เสียมือเสียเท้า มีความหมายตรงว่าสูญเสียมือและเท้าไป และมีความหมายโดยปริยาย หมายถึง เสียบุคคลที่รับใช้ใกล้ชิดหรือไว้วางใจไป เช่น เขาเป็นลูกน้องคนสนิท คอยดูแลผลประโยชน์และปกป้องชื่อเสียงของเศรษฐีคนนี้มาตลอด เมื่อขาดเขาไปก็เท่ากับเศรษฐีเสียมือเสียเท้าไปทีเดียว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ทองชมพูนุท (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖)

ทองชมพูนุท

          ชมพูนุท หรือ ชมพูนท เป็นชื่อเรียกทองคำเนื้อบริสุทธิ์ที่เกิดจากยางของลูกหว้าที่ตกจากต้นหว้าใหญ่ในแผ่นดินชมพูทวีป ดังกล่าวไว้ในไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์พญาลิไทย ตอนชมพูทวีป-ป่าหิมพานต์ว่า ที่ตีนเขาพระหิมพานต์มีต้นหว้าใหญ่อยู่ริมฝั่งน้ำสีทานที (อ่านว่า สี-ทา-นะ-ที) ลูกหว้านั้นมีขนาดเท่ากลองใบใหญ่ หล่นลงทั่วทั้งรอบต้น ส่วนลูกหว้าจากคาคบด้านทิศใต้ตกลงในแม่น้ำก็เป็นเหยื่อแก่ฝูงปลา “ยางลูกหว้าที่ตกลงนั้นกลายเป็นทองสุกชื่อชมพูนุท”

          ทองชมพูนุทจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม กวีไทยนิยมอ้างถึงทองชมพูนุทควบคู่กับทองเนื้อเก้ามาตั้งแต่อดีต เช่น บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึง ผิวเนื้อของพระสังข์ว่าเป็นสีทองสุกปลั่งเหมือนทองชมพูนุท ดังนี้

          “แล้วขัดสีฉวีวรรณผุดผ่อง      ดังทองชมพูนุทเนื้อเก้า

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.