ลอยแก้ว (๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๖)

ลอยแก้ว

          คำว่า ลอยแก้ว เดิมมี ๒ ความหมาย ความหมายหนึ่ง  หมายถึง น่าปลาบปลื้ม น่าภาคภูมิใจ ดังปรากฏในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อนางมณฑาเห็นเจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์ นางรำพันด้วยความดีใจว่า

                    “รจนายาจิตช่างคิดถูก              หมายมั่นพันผูกก็ควรอยู่
                    ทีนี้แหละลอยแก้วแล้วลูกกู         โฉมตรูแย้มยิ้มกระหยิ่มใจ”

          คำว่า ลอยแก้ว อีกความหมายหนึ่ง เป็นชื่อของหวานที่ทำด้วยผลไม้นำไปแช่ในน้ำเชื่อม ถ้าเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะแช่ในน้ำเชื่อมเจือเกลือเล็กน้อย ดังปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่า

                    “ผลจากเจ้าลอยแก้ว             บอกความแล้วจากจำเป็น
                    จากช้ำน้ำตากระเด็น              เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง”

          ปัจจุบัน คำว่า ลอยแก้ว เหลือแต่ความหมายซึ่งเป็นวิธีทำของหวานเท่านั้น เช่น กระท้อนลอยแก้ว  สละลอยแก้ว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระมโหสถ (๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๖)

พระมโหสถ

          พระมโหสถ  เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในเรื่องมโหสถชาดก  ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี  คือมีความรอบรู้ ความเข้าใจชัดเจนสามารถแยกแยะเหตุและผล  ดีและชั่ว  คุณและโทษ  ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เป็นต้น

          มโหสถชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๕ ในทศชาติ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นมโหสถบุตรเศรษฐี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก  ผู้คนต่างมาขอให้ช่วยตัดสินคดีพิพาทและแก้ไขปัญหาอยู่เนือง ๆ  ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปถึงพระเจ้าวิเทหราชแห่งกรุงมิถิลา  พระองค์ได้ทรงทดลองสติปัญญาของมโหสถด้วยวิธีต่าง ๆ จนเป็นที่พอพระทัย และขอมโหสถไว้เป็นราชบุตร  มโหสถได้ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาภายในบ้านเมือง และปัญหาศึกสงคราม  รวมทั้งยังใช้สติปัญญาช่วยพระชนม์ชีพของพระเจ้าวิเทหราชไว้ได้ มโหสถได้รับยกย่องว่าเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้อันลึกซึ้ง มีสติปัญญาประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กำกับให้ประพฤติปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควร

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อุกฤษฏ์ (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

อุกฤษฏ์

          คำว่า อุกฤษฏ์ หมายความว่า สูงสุด ปัจจุบันใช้หมายถึงขั้นสูงสุดในการลงโทษ เช่น เขากระทำผิดมามาก สมควรจะได้รับโทษขั้นอุกฤษฏ์. คำนี้มาจากภาษาสันสกฤตว่า อุตฺกฤษฺฏ (อ่านว่า อุด-กฺริส-ตะ) มีใช้มาแต่โบราณในกฎหมายตราสามดวง ทั้งความหมายว่าขั้นสูงสุดในการลงโทษและในการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ดังปรากฏในพระไอยการลักขณโจร กฎหมายตราสามดวงว่า “อันว่าโจรสาระนั้น คือลักทรัพย์อันเปนแก่นสาร ลักพระพุทธรูป แลลอกทองพระพุทธรูปพระสถูปพระเจดีย์เปนมิจฉาทิถฐิอุกฤฐโทษ” และในพระไอยการกระบดศึก กฎหมายตราสามดวงว่า “อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้เปนนายทับนายกองไปการณรงสงครามได้รบพุ่งด้วยข้าศึก แลจับได้นายทับนายกองผู้ใหญ่ได้เครื่องสรรพยุธ บำเหน็จเปนอุกฤฐ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ไขหู-ไขหูไขตา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖)

ไขหู-ไขหูไขตา

          ไขหู เป็นสำนวนหมายถึง ทำเป็นว่าไม่ได้ยิน เช่น พ่อแม่จะบ่นว่าอย่างไร เธอก็ทำไขหูเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย. แต่เดิมใช้ว่า ขายหู ในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หกนางเสียใจที่เลือกคู่ผิดจึงหาเรื่องทะเลาะกับนางรจนา หกเขยรำคาญจึงเตือนหกนางว่า

          “วานอย่าว่าวุ่นวายอายเขา            อะไรเจ้าไม่อดสูเป็นผู้ใหญ่
          ขายหูเสียมั่งชั่งเป็นไร                 จะทำให้เคืองจิตพระบิดา”

          เมื่อใช้ว่า ไขหูไขตา หมายถึง ได้ยินได้เห็นแล้วรู้สึกอายไม่อยากฟังไม่อยากเห็น เช่น สามีภรรยามีปากเสียงกัน แม่ยายได้แต่ทำเป็นไขหูไขตา ไม่กล้าออกปากเตือน. แต่เดิมใช้ว่า ขายหูขายตา ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เมื่อพระลอกับพระเพื่อนพระแพงลอบรักกันและแอบอยู่ในตำหนัก เหล่านางกำนัลพอจะรู้ระแคะระคายแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น จนกระทั่งข่าวไปถึงพระบิดาของสองนาง ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้

          “ดอกขายหูขายตา            ดอก บ นำพารู้ 
          ขจรข่าวถึงท้าวผู้                 พ่อไท้ทั้งสอง”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระเนมิราช (๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖)

พระเนมิราช

          พระเนมิราช  เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในเรื่องเนมิราชชาดก  ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่นคงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะกระทำตามจุดมุ่งหมายของตน 

          เนมิราชชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๔ ในทศชาติ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเนมิราช กษัตริย์กรุงมิถิลา สืบต่อจากพระบิดา ทรงตั้งพระทัยเด็ดเดี่ยวว่าถ้าทรงเห็นเส้นพระเกศาหงอกจะเสด็จออกบวช  พระเนมิราชทรงบริจาคทานและประพฤติพรหมจรรย์ แต่ทรงสงสัยว่าอย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน พระอินทร์จึงปรากฏพระองค์ลงมาตอบว่าการประพฤติพรหมจรรย์ มีอานิสงส์มากกว่า และตรัสว่าจงอย่าประมาทในธรรมทั้งสอง ให้บริจาคทานพร้อมไปด้วย แล้วสั่งพระมาตลีให้นำราชรถมารับพระเจ้าเนมิราชไปเที่ยวเมืองสวรรค์และเมืองนรก ทั้งเชิญให้ครองเมืองสวรรค์ แต่พระเนมิราชไม่ทรงรับตรัสว่า บุญทั้งหลายต้องทำเองจึงจะติดตัวไป เมื่อพระเนมิราชเสด็จกลับกรุงมิถิลาทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระเกศาเส้นหนึ่งหงอก จึงเสด็จออกบวช

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เป็นเพื่อน (๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

เป็นเพื่อน

          คำว่า เป็นเพื่อน มีความหมายว่า  รู้จักและมีความสัมพันธ์กันฉันมิตร เช่น เราเป็นเพื่อนกับอาจารย์คนนี้  เจ้าของร้านอาหารนี้กับเราเป็นเพื่อนกัน.  และนอกจากจะมีความหมายว่า คบหาสมาคมกันอย่างคนรู้จักที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว คำว่า เป็นเพื่อน ยังมีความหมายว่า อยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือ เพื่อทำให้อุ่นใจ เพื่อไม่ให้ว้าเหว่ เป็นต้น เช่น ฉันจะไปโรงพยาบาล คุณไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยซิ เขาไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียวจึงให้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนเป็นเพื่อน หมายถึง อยู่ด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ก็ได้ เช่น ชายหนุ่มจะพาหญิงสาวไปเที่ยวกันตามลำพัง แม่จึงให้น้องชายไปเป็นเพื่อนพี่สาว.  เป็นเพื่อน หมายถึง อยู่ร่วมด้วยเพื่อให้คลายเหงา  ผู้ที่อยู่เป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคล  อาจเป็นสัตว์เลี้ยง ธรรมชาติ  ดนตรี  หรือสิ่งใดก็ได้  เช่น  เขาอยู่คนเดียวมีแต่โทรทัศน์เป็นเพื่อน ยายมีสุนัขเป็นเพื่อนตั้งหลายตัว คุณแม่จัดให้มีดนตรีไทยเป็นเพื่อนศพ  เขามีแต่ความฝันเป็นเพื่อน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

วันเฉลิมพระชนมพรรษา (๕ ธันวาคม ๒๕๕๖) (ออกอากาศซ้ำ)

วันเฉลิมพระชนมพรรษา

          วันเฉลิมพระชนมพรรษา หมายถึง วันฉลองวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐  ทรงได้รับการเทิดทูนว่าเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยทั้งชาติและเฉลิมพระเกียรติว่าพระองค์คือมหาราชของชาวไทย ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ต่างพร้อมใจกันจัดงาน “๕ ธันวา มหาราช” เป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา  และจัดอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องกันมาทุกปีตราบถึงปัจจุบัน ในวันดังกล่าวมีพิธีจุดเทียนถวายชัยมงคล ถวายพุ่มเงินพุ่มทองเป็นราชสักการะ และมีการจุดพลุและประดับไฟตามถนนและสถานที่สำคัญ  ตามบ้านเรือนประชาชนก็จัดโต๊ะหมู่บูชาเพื่อแสดงความจงรักภักดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.