ศาล (๑๘ มกราคม ๒๕๕๗)

ศาล

          คำว่า ศาล  มีหลายความหมาย  ความหมายแรก หมายถึง  องค์กรฝ่ายตุลาการซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  เช่น  คดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ก่อนที่จะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป.  ความหมายที่ ๒ หมายถึง ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  เช่น  ข้าแต่ศาลที่เคารพ  ขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์  ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยด้วย.  ความหมายที่สาม หมายถึง ที่ชำระความ เช่น ศาลแพ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร.  เขาเดินทางไปฟังการอ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดมีนบุรี.  อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง สถานที่อันเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น  เช่น  คนไทยนิยมสร้างศาลพระภูมิสำหรับให้เทวดาหรือเจ้าที่ได้อยู่อาศัย  ศาลพันท้ายนรสิงห์เดิมสร้างเป็นศาลเพียงตาอยู่ที่คลองโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

กุ๊ก (๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗)

กุ๊ก

          กุ๊ก เป็นคำเรียกพ่อครัว มักหมายถึง ผู้ปรุงอาหารแบบฝรั่ง หรือผู้ปรุงอาหารตามภัตตาคาร ในสมัยก่อนกุ๊กมักเป็นคนจีน. คำนี้เป็นคำที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า cook เช่น อาหารอิตาเลี่ยนรสเลิศเหล่านี้ล้วนแต่เป็นฝีมือของกุ๊กคนไทยทั้งสิ้น. อาหารรสชาติคุ้นลิ้นของภัตตาคารนี้เปลี่ยนไปมาก สงสัยร้านคงจะเปลี่ยนกุ๊กใหม่. ภาษาไทยยืมคำว่า กุ๊ก มาใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งทรงบันทึกธรรมเนียมการทำครัวในการเสด็จประพาสต้นไว้ว่า “บรรดาผู้ที่ได้ไปในวันนั้น ตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวเป็นต้นลงมา พากันเห็นคุณในการทำครัวเลี้ยงกันในเวลาเที่ยวหาความสบายเช่นนี้ ว่า เป็นเหตุให้เจริญอาหารดีกว่าบริโภคอาหารซึ่งกุ๊กทำเป็นอันมาก จึงตกลงกะการให้มีเครื่องครัวปัจจุบันติดไปในเวลาเสด็จประพาสต้น”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ประชากร (๑) (๗ มกราคม ๒๕๕๗)

ประชากร (๑)

          คำว่า ประชากร ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า population หมายถึง สิ่งมีชีวิตพวกเดียวกันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง  สิ่งมีชีวิตที่เป็นประชากรจะเป็นคน สัตว์ หรือพืชก็ได้ เช่น ในเอเชียใต้ถ้านับจำนวนประชากรของบังคลาเทศ อินเดีย และปากีสถาน รวมกับจีนจะมีประชากรถึงร้อยละ ๔๕ ของประชากรโลก. รายได้ของประชากรในภาคเกษตรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ารายได้ของประชากรนอกภาคเกษตรเป็นอย่างมาก. ความหนาแน่นของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นของคนไทยจากต่างจังหวัด. คณะผู้วิจัยสำรวจประชากรนก ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่. ประชากรเสือโคร่งของประเทศไทยมีเหลืออยู่ราว ๒๕๐ ตัว จากประชากรเสือโคร่งทั่วโลกประมาณ ๓๕๐๐ ตัว. การศึกษาประชากรพืชทำได้โดยเก็บใบไม้จากต้นไม้แต่ละชนิด ต้นละหนึ่งใบมาวางเรียงกันและนับ เพื่อนับจำนวนต้น และเมื่อทราบขนาดของพื้นที่ก็จะคำนวณความหนาแน่นของประชากรพืชได้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

รกคนดีกว่ารกหญ้า (๑ มีนาคม ๒๕๕๗) (ออกอากาศซ้ำ)

รกคนดีกว่ารกหญ้า

          รก เป็นคำกริยา หมายถึงกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไม่เป็นระเบียบ ไม่เรียบร้อย เช่น เด็กรื้อข้าวของมาเล่นไว้รกห้อง.  หญ้าและต้นไม้เล็ก ๆ ที่งอกขึ้นเองอยู่รวมกันทำให้รก เมื่อไม่เป็นที่ต้องการก็จะถูกกำจัดทิ้ง รกหญ้าหรือหญ้ารกจึงไม่มีประโยชน์  ต่างกับกรณีที่มีคนอยู่ด้วยกันจำนวนมาก แล้วมีคนเพิ่มมากขึ้น ทำให้คับแคบแออัด. ผู้ที่ไม่พอใจก็จะบ่นว่ารกคนน่ารำคาญ ส่วนผู้ที่มองในด้านดีก็จะกล่าวเปรียบด้วยสำนวนว่า “รกคนดีกว่ารกหญ้า” เพราะการที่มีคนอยู่รวมกันหลาย ๆ คน ทำให้มีแรงงานเพิ่มขึ้น ช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้  จัดว่าเป็นประโยชน์ ดีกว่าหญ้าที่ขึ้นมารกแล้วไม่เกิดประโยชน์อันใด

          สำนวน รกคนดีกว่ารกหญ้า นี้ ใช้กันมานาน ดังปรากฏในบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน “นางวันทองหึงกันกับนางลาวทอง” ขุนแผนกล่าวกับนางวันทองว่า
                    เท่านั้นเถิดน้องพี่อย่าวีวุ่น           รกคนเป็นทุนดีกว่ารกหญ้า

          รกคนดีกว่ารกหญ้า จึงเป็นสำนวนที่เสนอให้มองในด้านดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อุปมาอุปไมย (๒๘ มกราคม ๒๕๕๗)

อุปมาอุปไมย

          อุปมาอุปไมย  หมายถึง การเปรียบเทียบกัน. ประกอบด้วยคำว่า อุปมา กับ อุปไมยอุปมา  ถ้าเป็นกริยา หมายถึง  เปรียบเทียบ  เช่น ในเรื่องสามก๊กสำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีข้อความว่า  “อันธรรมดาพี่น้องกันนั้นอุปมาเหมือนหนึ่งแขนซ้ายแขนขวา  เหตุใดท่านจะมาคิดใจเบาตัดแขนซ้ายขวาเสียนั้นไม่ควร”  อุปมา ถ้าเป็นคำนาม จะหมายถึง  สิ่งหรือข้อความที่ยกมาเปรียบ  เช่น  วรรณคดีเรื่องระเด่นลันไดที่ว่า  “สูงระหงทรงเพรียวเรียวลูด  งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า” อูฐกะหลาป๋าเป็นอุปมาหรือเป็นข้อความที่ยกมาเปรียบรูปร่างของนางประแดะ  ส่วนคำว่า อุปไมย  หมายถึง  สิ่งหรือข้อความที่ยกมาเพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เด่นชัดกว่าเพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง  เช่น  “งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน งามกรดังลายเลขา” โอษฐ์หรือปาก และกรหรือแขน เป็นคำอุปไมยหรือคำยกมาเพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เด่นชัดกว่าคือลักษณะของใบไม้อ่อน และลวดลายที่จิตรกรบรรจงวาด  

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระมหานารทกัสสปะ (๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๖)

พระมหานารทกัสสปะ

          พระมหานารทกัสสปะ (อ่านว่า พฺระ-มะ-หา-นาด-กัด-สะ-ปะ) หรือพระมหานารท (อ่านว่า พฺระ-มะ-หา นาด) เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในเรื่องมหานารทกัสสปชาดก  (อ่านว่า มะ-หา-นาด-กัด-สะ-ปะ-ชา-ดก) ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือ ความวางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายเมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ

          มหานารทกัสสปชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๘ ในทศชาติชาดก  กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นนารทมหาพรหม (อ่านว่า นาด-มะ-หา-พฺรม) ได้ตรวจดูมนุษยโลกและพบว่า  พระธิดารุจากระทำสัจกิริยาขอให้เทพยดาช่วยพระบิดาผู้หลงผิดไปกับคนพาลกระทำกรรมชั่วต่าง ๆ  นารทมหาพรหมจึงแปลงเป็นฤๅษีมาตรัสสอนพระเจ้าอังคติราช ได้กล่าวถึงนรกที่เต็มไปด้วยความสยดสยองและน่ากลัวให้ฟังประหนึ่งว่าผู้ฟังกำลังตกอยู่ในนรก พระเจ้าอังคติราชทรงกลัวได้ขอให้พระนารทฤๅษี (อ่านว่า นาด-รือ-สี) บอกทางให้พ้นจากนรก  พระนารทฤๅษีจึงสอนให้ละเว้นการประพฤติชั่วทั้งหลาย ประพฤติแต่ความดี คบคนดี คนที่มีความละอายในการทำความชั่ว ไม่คบคนชั่ว และให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แล้วเหาะกลับสู่พรหมโลก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.