สาวหยุด-สายหยุด (๘ มีนาคม ๒๕๕๗)

สาวหยุด-สายหยุด

          สาวหยุด หรือ สายหยุด เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขึ้นเป็นซุ้มใหญ่ ดอกเหลืองคล้ายกระดังงา แต่กลีบมีจำนวนน้อยกว่าและกางโค้งคล้ายก้ามปู ส่งกลิ่นหอมแต่เช้าตรู่ พอสายกลิ่นก็ค่อย ๆ ลดลงจนหมดกลิ่น กวีไทยมักนำชื่อพรรณไม้ชนิดนี้มาใช้ในบทพรรณนาความรู้สึกที่ต้องจากนางผู้เป็นที่รัก เมื่อเห็นพรรณไม้ต่าง ๆ ก็หวนคิดไปถึงยามที่ตนเคยอยู่ร่วมกับนาง เช่น เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์กาพย์บทหนึ่ง ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกว่า

                         เห็นไม้ชื่อนางแย้ม           คิดนางแย้มโอษฐ์พริ้มพราย
                    สาวหยุดยุดมือชาย              พี่ย่อมยุดสูดเสน่ห์ชม
 
          และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ให้พระมหาอุปราชาครวญถึงสาวสนมในลิลิตตะเลงพ่ายว่า

                         สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง       ยามสาย
                    สายบ่หยุดเสน่ห์หาย              ห่างเศร้า
                    กี่คืนกี่วันวาย                        วางเทวศ ราแม่
                    ถวิลทุกขวบค่ำเช้า                 หยุดได้ฉันใด

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

พายเรือในอ่าง (๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)

พายเรือในอ่าง

          พายเรือในอ่าง เป็นสำนวน หมายถึง คิด ทำ หรือพูดวกวนกลับไปกลับมา ไม่สำเร็จลุล่วงตลอดปลอดโปร่งไปได้ เปรียบเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ก็วนไปวนมาอยู่ในอ่างนั้นเอง หาทางออกไปไหนไม่ได้  เดิมใช้ว่า พายเรือในหนอง ดังโคลงภาษิตโบราณว่า  

                         “ลงเรือคัดวาดพุ้ย           พายปะเลง
                    วนอยู่ในหนองเอง                อับอั้น
                    ถึงใดบถึงเกรง                     จักค่ำ  เปล่านา
                    เฉกคิดวนเวียนสั้น                เปลี่ยนปล้ำใจเอง”

          ตัวอย่างสำนวนพายเรือในอ่าง เช่น คุณพูดวกมาประเด็นเดิมอีกแล้ว พายเรือในอ่างอยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่จะเดินหน้าต่อไปได้สักที. 

ที่มา : บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ (๓ มกราคม ๒๕๕๗) (ออกอากาศซ้ำ)

โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ

          โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ หมายถึง ถ้าจะกำจัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้หมดสิ้น ต้องไม่ให้เหลือเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ เช่น การที่จะปราบศัตรูให้หมดสิ้น ก็ต้องกำจัดให้หมดทั้งตระกูล ไม่เหลือผู้สืบเชื้อสายไว้ เปรียบเหมือนการตัดต้นกล้วย ถ้าจะตัดไม่ให้กล้วยขึ้นมาอีก ก็ต้องขุดหน่อทิ้งด้วย มิฉะนั้นหน่อกล้วยจะงอกขึ้นเป็นต้นใหม่. 

          ดังโคลงสุภาษิตประจำภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บทหนึ่งว่า

               การโค่นกล้วยอย่าไว้         หน่อแนม
          มักจะเสือกแทรกแซม              สืบเหง้า
          โค่นพาลพวกโกงแกม             กุดโคตร มันเฮย
          จึ่งจักสูญเสื่อมเค้า                   เงื่อนเสี้ยนศัตรู

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

มอมเป็นแมว (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) (ออกอากาศซ้ำ)

มอมเป็นแมว

          มอมเป็นแมว เป็นสำนวนหมายความว่า  ขะมุกขะมอม  สกปรกเหมือนกับแมว  ที่เปรียบดังนี้เพราะเเมวเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่ในที่อบอุ่น    สมัยก่อนแมวมักอยู่ในครัว  นอนในเตาไฟที่ดับแล้วจึงคลุกกับขี้เถ้า  บางครั้งก็นอนในกองถ่านป่น ๆ และแมวไม่ชอบน้ำ  ไม่ชอบอาบน้ำ คนจึงเห็นว่า  แมวมักจะขะมุกขะมอม  บางทีก็บอกว่า  หน้ามอมเป็นแมวคราว  ซึ่งเป็นคำเปรียบหมายความว่า  หน้ามอมแมม  สกปรกแล้วยังดูน่ากลัวด้วย  เพราะแมวคราวเป็นแมวตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่  ท่าทางดุร้ายและไม่ขี้ประจบเหมือนแมวอื่น ๆ

          ลักษณะของแมวที่นำมาใช้เป็นสำนวน  นอกจากจะใช้ว่ามอมเป็นแมวแล้ว  ยังมีสำนวนว่า  ม่อล่อกม่อแล่ก อย่างกับลูกแมวตกน้ำ  ซึ่งหมายถึง  เปียกปอนไม่น่าดู.  กินเป็นแมวดม  หมายความว่า กินน้อย. ใช้แมวเฝ้าปลาย่าง  หมายความว่า  ให้หญิงชายที่มีแนวโน้มจะชอบพอกันอยู่ใกล้กันก็อาจจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามได้  เป็นต้น

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

วัวสันหลังหวะ (๒๔ มกราคม ๒๕๕๗)

วัวสันหลังหวะ

          วัวสันหลังหวะ  เป็นสำนวน  หมายถึง  คนที่มีความผิดติดตัวทำให้คอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา  เหมือนวัวที่มีบาดแผลที่หลัง  เห็นนกหรือกาบินผ่านมาก็หวาดผวาว่านกกาจะมาจิกกินเนื้อตรงบาดแผลของตน จึงมีทีท่าระมัดระวังเพื่อคอยป้องกันตัวเอง  เช่น  ถ้าเธอไม่ได้ทำผิดจะต้องไปกลัวอะไร  อย่าทำตัวเป็นวัวสันหลังหวะไปหน่อยเลย. สำนวนนี้เดิมใช้ว่า วัวสันหลังขาด ดังโคลงสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า

                    คิดวัวหลังขาดเหน้า        นานแผล
          หวาดสกุณกาแก                           แกะคุ้ย
(อ่านว่า หฺวาด-สะ-กุน-กา-แก    แกะ-คุ้ย)
          เดินใดรวังแล                               เหลือบลอบ  ลี้นา
(อ่านว่า เดิน-ใด-ระ-วัง-แล  เหลือบ-ลอบ  ลี้-นา)
          เฉกชาติชนร้ายบุ้ย                       บอกร้ายในตัว 

          สำนวน วัวสันหลังขาด มักนำไปกล่าวโดยต่อคำและเนื้อความให้คล้องจองกันว่า วัวสันหลังขาด  เห็นกาบินผาดก็ตกใจ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เสียสละ (๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗)

เสียสละ

          คำว่า เสียสละ เป็นคำประสม ประกอบด้วย คำว่า เสีย ซึ่งหมายถึง ทำให้สูญไป กับ คำว่า สละ แปลว่า บริจาคให้. เสียสละ หมายถึง ยินยอมให้แม้บางอย่างจะสูญไป เช่น คนไทยทุกคนควรยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ.  ภรรยายอมเสียสละหน้าที่การงานเพื่อดูแลสามีที่ป่วยเป็นอัมพาต.  ถ้าท่านมาช่วยงานไม่ได้ กรุณาเสียสละทุนทรัพย์สักเล็กน้อย เพื่อมอบให้อาสาสมัครที่มาช่วยงาน. บางครั้ง คำว่า เสียสละ ใช้ในความหมายที่แสดงอุปนิสัยที่ไม่เห็นแก่ตัวและยอมเสียบางอย่างเพื่อคนอื่น เช่น พ่อแม่และครูควรอบรมเยาวชนให้รู้จักอดทนและเสียสละเพื่อส่วนรวม.  ความรัก ความเมตตา และความเสียสละ จะทำให้ประเทศสงบสุขได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ย้อมแมวขาย (๗ มีนาคม ๒๕๕๗)

ย้อมแมวขาย

          ย้อมแมวขาย เป็นสำนวน หมายถึง ตกแต่งคนหรือของที่ไม่ดีโดยมีเจตนาจะหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าดี.  เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์แนะวิธีดูรถว่ารถมือสองถูกย้อมแมวขายหรือไม่.  การย้อมแมวขายน่าจะมีที่มาจากคนไทยสมัยก่อนนิยมเลี้ยงแมวกันมาก  จึงมักจะหาแมวที่มีลักษณะดีมาเลี้ยงโดยถือว่าให้คุณ  ในการเลี้ยงก็เลี้ยงอย่างดีโดยเอาแมวมาอาบน้ำทาขมิ้น หรือทาขมิ้นผสมกับปูนแดง เป็นต้น  ต่อมาพวกที่ไม่ซื่อสัตย์หาแมวที่มีลักษณะดีไปขายไม่ได้ จึงใช้วิธีย้อมแมวให้มีสีที่เป็นมงคลแล้วนำไปขาย ดังโคลงสุภาษิตโบราณจารึกไว้ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ว่า

                         ๏ จับแมวมาลูบล้าง           สอดศรี
                    ขายส่งแสนอัปรี                     ชั่วช้า
                    เปนคนคิดเอาดี                      โดยร่อน  ร่อนเฮย
                    ขายอื่นบคิดค้า                       คิดย้อมแมวขาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ชักใบให้เรือเสีย (๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)

ชักใบให้เรือเสีย

          ชักใบให้เรือเสีย เป็นสำนวน หมายถึง พูดหรือทำอะไรขวาง ๆ ให้การสนทนาหรือการงานเขวออกนอกเรื่องไป.  มีที่มาจากการชักใบเรือหรือการกลับใบเรือของเรือต่อชนิดหนึ่งที่แล่นได้ด้วยกำลังลม โดยมีเสากระโดงสำหรับขึงผ้าใบเพื่อรับลมพาให้เรือแล่นไป  หากกลับใบหรือชักใบเรือไม่ถูก  เรือก็จะแล่นไปไม่ตรงตามจุดหมายหรือทิศทางที่จะไป  อาจขวางหรือคว่ำทำให้เป็นอันตราย  เรียกได้ว่า ชักใบให้เรือเสีย  เช่น  คนเขาจะรีบวางแผนทำงานกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาชักใบให้เรือเสียซะแล้ว.   และมีโคลงภาษิตโบราณที่จารึกไว้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามว่า

                         “ชู้เขาจะกอดเข้า            พัลวัน
                    มาสอดกลางขวางกัน            กีดหน้า
                    ทานท่านจะให้ปัน                กลับชัก  เชือนแฮ
                    ชนชาติตระหนี่บ้า                ชักให้เรือเสีย”

ที่มา : บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.