เมืองลับแล (๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

เมืองลับแล

          เมืองลับแล หมายถึง เมืองที่เร้นลับเกินกว่าที่ตาของคนภายนอกจะแลเห็นได้ เมืองลับแลเป็นตำนานของคนจังหวัดอุตรดิตถ์  เชื่อกันว่า มีแต่ชาวเมืองลับแลเองที่จะมองเห็น คนภายนอกไม่อาจมองเห็นได้ หากจะค้นหา ก็ไม่อาจพบดังตั้งใจ จะพบได้ก็แต่โดยบังเอิญหรือเป็นผู้มีบุญวาสนาร่วมกันกับคนในเมืองลับแลเท่านั้น

          ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีเมืองแห่งหนึ่งได้ชื่อตามตำนานว่า เมืองลับแล เหตุที่ได้ชื่อดังกล่าว เพราะตั้งอยู่ในหุบเขาที่ค่อนข้างเร้นลับ เส้นทางที่เข้าเมืองก็คดเคี้ยวและมีทางแยกทางซอยมาก ป่าสองข้างทางก็แลดูเหมือน ๆ กัน ผู้ที่ไม่ชินทางจึงหลงได้ง่าย อีกทั้งแต่ก่อนการคมนาคมไม่สะดวก คนในเมืองนี้จึงมักไม่เดินทางออกมาภายนอก และคนภายนอกก็น้อยคนนักที่มีโอกาสเดินทางเข้าไป ผู้ที่ได้ไปจนถึงเมืองลับแล จึงได้ชื่อว่า มีบุญร่วมสร้างกับชาวเมืองนี้มาก่อน เดิมเมืองลับแลเป็นแหล่งปลูกลางสาดหวาน ปัจจุบันนิยมปลูกทุเรียน ทุเรียนพันธุ์มีชื่อของเมืองนี้ชื่อ หลงลับแล

          เมืองลับแล ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เรียกว่า อำเภอลับแล

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ซุกไว้ใต้พรม (๒๘ เมษายน ๒๕๕๗)

ซุกไว้ใต้พรม

          ซุกไว้ใต้พรม เป็นสำนวน แปลมาจากสำนวนภาษาอังกฤษว่า  sweep under the carpet  เมื่อแม่บ้านกวาดบ้านอาจมีเศษผงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหลืออยู่ บางครั้งแม่บ้านจะใช้วิธีซุกไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหรือพรมปูพื้น ไม่ได้กำจัดให้พ้นไปตามปรกติ การทำอย่างนี้เป็นเพียงการทำอย่างขอไปที  แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นโทษร้ายแรง. ปัจจุบัน ซุกไว้ใต้พรม มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่า เก็บปัญหาไว้แทนที่จะแก้ไขให้ลุล่วงไป มักใช้ว่า ซุกปัญหาไว้ใต้พรม เช่น ในองค์กรนี้มีปัญหาบุคลากรไม่ลงรอยกัน แต่ผู้บริหารก็ซุกปัญหาไว้ใต้พรม. หัวหน้างานคนเก่า ก่อนเกษียณซุกปัญหาไว้ใต้พรม เมื่อหัวหน้างานคนใหม่มาจึงต้องมาสะสาง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ภัตตาคาร (๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗)

ภัตตาคาร

          คำว่า ภัตตาคาร มาจากคำว่า ภัตต (อ่าน พัด-ตะ) แปลว่า อาหาร กับ อาคาร แปลว่า เรือน โรง. ภัตตาคาร หมายถึง สถานที่จำหน่ายอาหารตามรายการอาหาร โดยมากมีขนาดใหญ่และหรูหรา มีโต๊ะให้ลูกค้าเข้ามานั่งรับประทาน อาจเป็นสถานที่ตั้งเป็นเอกเทศหรือตั้งอยู่ในโรงแรมก็ได้

          คำว่า ภัตตาคาร เป็นคำใหม่ คำนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่คนไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกออกไปกินอาหารนอกบ้าน ในสมัยรัชกาลที่ ๖ คำที่มีความหมายตรงกับคำนี้ใช้คำว่า กุ๊กช็อป ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่องโคลนติดล้อของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “น่าประหลาดที่สุด…ในเงินเดือน ๑๕ บาทนี้พ่อเสมียนยังอุตส่าห์…ไปดูหนังอีกอาทิตย์ละ ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย ต้องไปกินข้าวตามกุ๊กช็อป แล้วยังมิหนำซ้ำจะต้องเสียค่าเช่าห้องอีกด้วย”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เสาหลักเมือง (๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

เสาหลักเมือง

          เสาหลักเมือง หมายถึง เสาอาจเป็นเสาไม้หรือเสาหินซึ่งทำพิธีตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องกำหนดหมุดหมายใจกลางเมืองว่าจะสร้างเมืองไว้ ณ ที่นั้น. เสาหลักเมืองถือเป็นใจของเมือง เป็นที่สถิตของเทพยดาผู้ปกปักพิทักษ์บ้านเมือง มีธรรมเนียมว่าก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่ที่เป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น  เมื่อแรกสร้างกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงทำพิธีตั้งเสาหลักเมืองขึ้นก่อน ดังปรากฏในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า

          “…จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี  เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ไปกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก  ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง  ณ วันอาทิตย์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เพลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที…”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ดีงาม (๕ เมษายน ๒๕๕๗)

ดีงาม

        คำว่า ดีงาม หมายถึง ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ความสมเหตุสมผล และสามัญสำนึก เป็นที่พอใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น พ่อแม่ควรปลูกฝังสิ่งที่ดีงามไว้ในจิตใจของลูก. ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศ. ความสุขกับความดีงามของสังคมต้องเกิดคู่กันไป  หากสังคมขาดความดีงาม คนดีในสังคมจะอยู่ไม่ได้. ความดีงามสามารถสร้างความสุขสงบให้แก่ชีวิตและสังคมได้. ขงจื๊อสอนว่าหากมนุษย์แต่ละคนดำรงตนที่เปี่ยมคุณธรรมแล้ว ครอบครัวและชุมชนก็จะดีงามและสงบสุข

        คำว่า ดีงาม ไม่มีคำที่ตรงข้ามชัดเจน แต่อาจใช้รูปปฏิเสธเป็นคำตรงข้าม คือ ไม่ดีงาม หรือ ไม่ดีไม่งาม เช่น สังคมที่มีคนทำแต่สิ่งไม่ดีงามก็จะกลายเป็นสังคมที่ไม่สงบสุข. เขาทำเรื่องไม่ดีไม่งามไว้มากจนไม่มีใครเชื่อใจเขาอีกต่อไป

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.