สิรินธรวัลลี (๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

สิรินธรวัลลี

          สิรินธรวัลลี คำว่า วัลลี แปลว่า ไม้เถา. สิรินธรวัลลีเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง มีชื่อพื้นเมืองว่า สามสิบสองประดง  กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง กิ่งแก่เกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงเวียนรูปไข่ ยาว ๕-๑๘ เซนติเมตร ปลายใบมีหลายแบบ ตั้งแต่ปลายไม่เว้าจนกระทั่งเว้าลึกเกือบถึงโคนใบ ทำให้ใบเป็น ๒ แฉก ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกเป็นช่อกระจุกซ้อน แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ก้านดอก มีขนสั้นนุ่ม ฐานดอกรูปหลอดถึงรูปกรวยแคบ กลีบดอกรูปใบหอกแคบ สีเหลืองถึงสีแดงอมส้ม  ด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น

          สิรินธรวัลลีเป็นพืชถิ่นเดียว พบแต่ในประเทศไทย และเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ขึ้นตามชายป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาให้เชิญพระนามเป็นชื่อพันธุ์ไม้นี้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คบคนจรนอนหมอนหมิ่น (๔ เมษายน ๒๕๕๗)

คบคนจรนอนหมอนหมิ่น

          คบคนจรนอนหมอนหมิ่น เป็นสำนวนประกอบด้วยคำว่า คบ หมายถึง เข้าเป็นพวกกัน คนจร หมายถึง คนอื่นที่ผ่านเข้ามาหรือคนที่ไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่ง. นอนหมอนหมิ่น หมายถึง คนที่นอนหนุนริมหมอนเกือบจะตก เปรียบเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมใกล้อันตราย  ดังคำสอนที่ปรากฏในภาษิตจารึกไว้ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามว่า

                    คนนอนหมอนหมิ่นโอ้       อาดูร
          จักพลาดจักแพลงพูล                       ทุกข์ให้
          คิดการแต่หมิ่นมูล                           มักพลาด
          ควรคิดสุขุมได้                               มั่นไม้มือดี

          นอนหมอนหมิ่น พบในสำนวนว่า  คบคนจรนอนหมอนหมิ่น หรือ คบคนจรหมอนหมิ่น สำนวนนี้หมายถึง คบคนหลักลอยอาจเกิดโทษได้ เช่นเดียวกับนอนหนุนหมอนหมิ่นอาจทำให้ตกหมอนคอเคล็ดได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์ (๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์

          พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์  เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ห้อยพระหัตถ์ขวาลงแนบพระวรกาย ตั้งฝ่าพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระและยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม

          ตามตำนานพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา ๓ เดือน พระเจ้าปเสนทิโกศล (อ่านว่า ปะ- เส-นะ- ทิ-โก-สน) กษัตริย์แคว้นโกศล ไม่ได้เข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธองค์เกิดความรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่งด้วยความเคารพรักและศรัทธา  จึงให้ช่างแกะไม้แก่นจันทน์หอมเป็นพระพุทธรูปปางประทับ (นั่ง) ให้มีพระรูปเหมือนพระบรมศาสดาประดิษฐานไว้ในพระราชนิเวศน์ที่พระพุทธองค์เคยประทับ  เพื่อทอดพระเนตรและสักการบูชา  ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จจากดาวดึงส์สวรรค์กลับสู่นครสาวัตถี  พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลอาราธนาให้เสด็จมาทอดพระเนตรพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ที่นายช่างจำลองขึ้น พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แสดงปาฏิหาริย์ลอยลงมาจากพระแท่น เพื่อให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จขึ้นประทับบนพระแท่นแทน พระพุทธองค์ทรงยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นห้าม พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์จึงขึ้นไปประดิษฐานยังพระแท่นดุจเดิม

          ตำนานดังกล่าวเป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

กฎแห่งกรรม (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

กฎแห่งกรรม

          กฎแห่งกรรม เป็นคำประสม กฎ แปลว่า ข้อบังคับ. กรรม แปลว่า การทำ การกระทำ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีได้ชื่อว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น. การทำดีเรียกว่ากรรมดี การทำชั่วเรียกว่ากรรมชั่ว

          กฎแห่งกรรม หมายถึง กฎหรือข้อบังคับของธรรมชาติที่ว่าด้วยผลของกรรมที่ผู้กระทำจะต้องได้รับ ไม่มีใครหลีกพ้นผลกรรมนั้นได้ ใครทำกรรมดีไว้ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วไว้ย่อมได้รับผลชั่ว เหมือนคนปลูกพืชเช่นใดไว้ก็ย่อมได้รับผลเป็นพืชเช่นนั้น เช่น ปลูกข้าวก็ได้ผลเป็นข้าว ปลูกมะม่วงก็ย่อมได้ผลเป็นมะม่วง ไม่เป็นอย่างอื่น

          กฎแห่งกรรม เป็นคำที่ใช้หมายถึง กรรมดี และกรรมชั่ว แต่ส่วนใหญ่มักหมายถึง กรรมไม่ดี เช่น เขาเป็นฆาตกรฆ่าคนตาย ต้องถูกจำคุก ก็ถือว่าได้ชดใช้กรรมตามกฎแห่งกรรม

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

พระพุทธรูป (๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

พระพุทธรูป

          พระพุทธรูป  คือรูปแทนพระพุทธเจ้า พระศาสดาผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา  สร้างขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น  แกะสลักจากหินหรือไม้  หล่อด้วยโลหะ  ปั้นด้วยดินเผา  วาดเป็นภาพลงบนผืนผ้าหรือผนัง  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เคารพกราบไหว้บูชา

          พระพุทธรูปรุ่นแรกสร้างในสมัยพระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ ราว พ.ศ. ๖๖๓–๗๐๕ ณ แคว้นคันธารราษฎร์  เรียกพระพุทธรูปรุ่นนี้ว่า  พระพุทธรูปศิลปะสมัยคันธารราษฎร์  มีรูปลักษณะเหมือนบุคคลจริงและมีเค้าหน้าแบบกรีก เพราะได้รับอิทธิพลจากชาวกรีกโบราณที่นิยมสร้างรูปเทพเจ้าไว้เคารพบูชา ถือเป็นต้นแบบการสร้างพระพุทธรูปที่แพร่หลายมาจนปัจจุบัน พระพุทธรูปมีพุทธศิลป์แตกต่างกันตามสกุลช่าง ตามสมัย และตามศิลปนิยมของแต่ละชาติ เช่น พระพุทธรูปสกุลช่างอินเดียสมัยอมราวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๗-๙  สมัยคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑  สมัยปาละ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.