เสาหลักเมือง (๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

เสาหลักเมือง

          เสาหลักเมือง หมายถึง เสาอาจเป็นเสาไม้หรือเสาหินซึ่งทำพิธีตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องกำหนดหมุดหมายใจกลางเมืองว่าจะสร้างเมืองไว้ ณ ที่นั้น. เสาหลักเมืองถือเป็นใจของเมือง เป็นที่สถิตของเทพยดาผู้ปกปักพิทักษ์บ้านเมือง มีธรรมเนียมว่าก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่ที่เป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น  เมื่อแรกสร้างกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงทำพิธีตั้งเสาหลักเมืองขึ้นก่อน ดังปรากฏในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า

          “…จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี  เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ไปกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก  ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง  ณ วันอาทิตย์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เพลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที…”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ดีงาม (๕ เมษายน ๒๕๕๗)

ดีงาม

        คำว่า ดีงาม หมายถึง ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ความสมเหตุสมผล และสามัญสำนึก เป็นที่พอใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น พ่อแม่ควรปลูกฝังสิ่งที่ดีงามไว้ในจิตใจของลูก. ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศ. ความสุขกับความดีงามของสังคมต้องเกิดคู่กันไป  หากสังคมขาดความดีงาม คนดีในสังคมจะอยู่ไม่ได้. ความดีงามสามารถสร้างความสุขสงบให้แก่ชีวิตและสังคมได้. ขงจื๊อสอนว่าหากมนุษย์แต่ละคนดำรงตนที่เปี่ยมคุณธรรมแล้ว ครอบครัวและชุมชนก็จะดีงามและสงบสุข

        คำว่า ดีงาม ไม่มีคำที่ตรงข้ามชัดเจน แต่อาจใช้รูปปฏิเสธเป็นคำตรงข้าม คือ ไม่ดีงาม หรือ ไม่ดีไม่งาม เช่น สังคมที่มีคนทำแต่สิ่งไม่ดีงามก็จะกลายเป็นสังคมที่ไม่สงบสุข. เขาทำเรื่องไม่ดีไม่งามไว้มากจนไม่มีใครเชื่อใจเขาอีกต่อไป

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สิรินธรวัลลี (๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

สิรินธรวัลลี

          สิรินธรวัลลี คำว่า วัลลี แปลว่า ไม้เถา. สิรินธรวัลลีเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง มีชื่อพื้นเมืองว่า สามสิบสองประดง  กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง กิ่งแก่เกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงเวียนรูปไข่ ยาว ๕-๑๘ เซนติเมตร ปลายใบมีหลายแบบ ตั้งแต่ปลายไม่เว้าจนกระทั่งเว้าลึกเกือบถึงโคนใบ ทำให้ใบเป็น ๒ แฉก ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกเป็นช่อกระจุกซ้อน แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ก้านดอก มีขนสั้นนุ่ม ฐานดอกรูปหลอดถึงรูปกรวยแคบ กลีบดอกรูปใบหอกแคบ สีเหลืองถึงสีแดงอมส้ม  ด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น

          สิรินธรวัลลีเป็นพืชถิ่นเดียว พบแต่ในประเทศไทย และเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ขึ้นตามชายป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาให้เชิญพระนามเป็นชื่อพันธุ์ไม้นี้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คบคนจรนอนหมอนหมิ่น (๔ เมษายน ๒๕๕๗)

คบคนจรนอนหมอนหมิ่น

          คบคนจรนอนหมอนหมิ่น เป็นสำนวนประกอบด้วยคำว่า คบ หมายถึง เข้าเป็นพวกกัน คนจร หมายถึง คนอื่นที่ผ่านเข้ามาหรือคนที่ไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่ง. นอนหมอนหมิ่น หมายถึง คนที่นอนหนุนริมหมอนเกือบจะตก เปรียบเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมใกล้อันตราย  ดังคำสอนที่ปรากฏในภาษิตจารึกไว้ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามว่า

                    คนนอนหมอนหมิ่นโอ้       อาดูร
          จักพลาดจักแพลงพูล                       ทุกข์ให้
          คิดการแต่หมิ่นมูล                           มักพลาด
          ควรคิดสุขุมได้                               มั่นไม้มือดี

          นอนหมอนหมิ่น พบในสำนวนว่า  คบคนจรนอนหมอนหมิ่น หรือ คบคนจรหมอนหมิ่น สำนวนนี้หมายถึง คบคนหลักลอยอาจเกิดโทษได้ เช่นเดียวกับนอนหนุนหมอนหมิ่นอาจทำให้ตกหมอนคอเคล็ดได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์ (๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์

          พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์  เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ห้อยพระหัตถ์ขวาลงแนบพระวรกาย ตั้งฝ่าพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระและยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม

          ตามตำนานพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา ๓ เดือน พระเจ้าปเสนทิโกศล (อ่านว่า ปะ- เส-นะ- ทิ-โก-สน) กษัตริย์แคว้นโกศล ไม่ได้เข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธองค์เกิดความรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่งด้วยความเคารพรักและศรัทธา  จึงให้ช่างแกะไม้แก่นจันทน์หอมเป็นพระพุทธรูปปางประทับ (นั่ง) ให้มีพระรูปเหมือนพระบรมศาสดาประดิษฐานไว้ในพระราชนิเวศน์ที่พระพุทธองค์เคยประทับ  เพื่อทอดพระเนตรและสักการบูชา  ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จจากดาวดึงส์สวรรค์กลับสู่นครสาวัตถี  พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลอาราธนาให้เสด็จมาทอดพระเนตรพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ที่นายช่างจำลองขึ้น พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แสดงปาฏิหาริย์ลอยลงมาจากพระแท่น เพื่อให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จขึ้นประทับบนพระแท่นแทน พระพุทธองค์ทรงยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นห้าม พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์จึงขึ้นไปประดิษฐานยังพระแท่นดุจเดิม

          ตำนานดังกล่าวเป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.