อยุธยา (๒) (๒๒ เมษายน ๒๕๕๗)

อยุธยา (๒)

          อยุธยา มาจากชื่อเมืองของพระรามว่า อโยธยา แปลว่า (เมืองที่ศัตรู)ไม่อาจรบชนะได้ อยุธยา เป็นชื่อกรุงและอาณาจักรเก่าของคนไทยต่อจากอาณาจักรสุโขทัย มักเรียกกันว่า กรุงศรีอยุธยา เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ บ้านเมืองถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น แต่กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาก็ได้สืบมรดกความรุ่งเรืองต่อมา จนได้ชื่อว่าเป็นอยุธยาแห่งใหม่ และกรุงศรีอยุธยาเดิมเรียกว่า กรุงเก่า.  ความคิดเรื่องกรุงรัตนโกสินทร์เป็นกรุงศรีอยุธยาแห่งใหม่ปรากฏอย่างชัดเจนในชื่อเต็มของกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีคำว่า อยุธยา อยู่ในชื่อด้วย ในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (อ่านว่า ทิ-พา-กอ-ระ- วง) (ขำ บุนนาค) ก็มีคำว่า ศรีอยุธยา ในชื่อเต็มของกรุงรัตนโกสินทร์ ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดี ศรีอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อโศกมนตรี (๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

อโศกมนตรี

          อโศกมนตรี เป็นชื่อถนน มีความยาว ๑.๓ กิโลเมตร อยู่ในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นซอย เรียกว่าซอยอโศก ถนนสายนี้ได้ชื่อตามราชทินนามของพระอโศกมนตรี ผู้อุทิศที่ดินร่วมกับเจ้าของที่ดินรายอื่นและซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อตัดเป็นซอยจนมาจรดถนนสุขุมวิท  ซอยนี้ภายหลังการจราจรคับคั่ง จึงเรียกว่า ถนนโศก และเปลี่ยนชื่อเป็นถนนอโศกมนตรีเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระอโศกมนตรีผู้ริเริ่มสร้างถนนนี้ ปัจจุบันถนนเส้นนี้เชื่อมระหว่างถนนเพชรบุรีกับถนนสุขุมวิท มีสะพานข้ามคลองแสนแสบ และต่อไปเชื่อมกับถนนรัชดาภิเษก สถานที่สำคัญที่อยู่บนถนนสายนี้ คือ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จิงโจ้ (๔) (๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗)

จิงโจ้ (๔)

            จิงโจ้ ความหมายหนึ่ง เป็นชื่อนกขนาดเล็ก ร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ เวลาร้องก็มักยกหัวและโยกตัวไปมา อาการเช่นนี้ทำให้คนไทยสมัยก่อนนำไปเสริมจินตนาการและสร้างเป็นสัตว์พิเศษตามความเชื่อขึ้นมา เรียกว่า จิงโจ้ หรือ ตัวจิงโจ้ จิงโจ้มีรูปร่างหน้าตาเป็นคน แต่มีปีกและมีตีนอย่างนก จิงโจ้ซึ่งเป็นสัตว์ในจินตนาการนี้ปรากฏในบทร้องเล่นของเด็กสมัยก่อนว่า 

                        จิงเอ๋ยจิงโจ้            มาโล้สำเภา
                        หมาในไล่เห่า          จิงโจ้ตกน้ำ
                        หมาในไล่ซ้ำ            จิงโจ้ดำหนี
                        เอากล้วยสองหวี       รับขวัญจิงโจ้

            ที่เชิงของบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีภาพลายรดน้ำปิดทองรูป “จิงโจ้โล้สำเภา” อยู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “การที่เอาคำเด็กร้องเล่นมาเขียนเป็นรูปภาพที่วัดพระเชตุพนคงเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแน่ และเมื่อเขียนรูปภาพแล้วคงได้ทอดพระเนตร มิใช่รูปเขียนตามอำเภอใจช่าง ที่ช่างเขียนรูปจิงโจ้หน้าเป็นมนุษย์ ตีนเป็นนกนั้น ต้องมีอะไรเป็นหลักฐานว่า รูปร่างจิงโจ้เป็นเช่นนั้น”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

มอญซ่อนผ้า (๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

มอญซ่อนผ้า

          มอญซ่อนผ้า เป็นการละเล่นของไทยภาคกลาง เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เล่นได้ทุกโอกาสทุกเทศกาล ผู้เล่นแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมี ๑ คน สมมุติว่าเป็นมอญ ถือผ้า ๑ ผืน อาจขมวดหรือพันให้เป็นเกลียว อีกฝ่ายหนึ่งมีจำนวนตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป นั่งล้อมวงที่สนามหรือลานกว้าง. เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายที่นั่งล้อมวงจะช่วยกันร้องเพลงว่า “มอญซ่อนผ้าตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี่ฉันจะตีก้นเธอ” ฝ่ายที่เป็นมอญซึ่งถือผ้าจะเดินรอบด้านหลังของฝ่ายที่นั่งล้อมวงอยู่ แล้วแอบวางผ้าไว้ด้านหลังของคนนั่งคนใดคนหนึ่งไม่ให้รู้ตัว แล้วเดินไปอีก ๑ รอบจนมาถึงผ้าที่วางไว้ และหยิบผ้าตีก้นคนนั่งที่ถูกเอาผ้าวาง แต่ถ้าคนนั่งรู้ตัวก่อนก็จะรีบหยิบผ้าไล่ตี มอญก็จะวิ่งหนีไปนั่งที่แทน ผู้ที่ถูกมอญนั่งแทนที่ก็จะเป็นมอญคนต่อไป การร้องและเล่นเช่นนี้เป็นไปเรื่อย ๆ นานแค่ไหนก็ได้. การละเล่นมอญซ่อนผ้าและการละเล่นไทยหลายชนิด เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา กลับมารื้อฟื้นกันใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นปีรณรงค์วัฒนธรรมไทย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.