สนตะพาย (๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐)

สนตะพาย

          คำว่า สน หมายความว่า เอาเชือกร้อยผ่านรูอย่างสนเข็ม. คำว่า ตะพาย หมายถึง ผนังช่องจมูกวัวควายที่เจาะให้ร้อยเชือกได้. กิริยาที่เอาเชือกร้อยจมูกวัวควายนี้ เรียกว่า สนตะพาย.  เมื่อสนตะพายวัวควายแล้ว ก็สามารถจูงวัวควายไปไหน ๆ หรือผูกหลักไว้ตามความต้องการได้

          คำว่า สนตะพาย ถ้านำมาใช้แก่คน มีความหมายว่า ชักจูงให้เชื่อหรือทำตามได้  เปรียบเหมือนกับควายที่ถูกสนตะพายหรือถูกจูงจมูก เช่น เสียแรงที่เล่าเรียนมาก็มาก แต่กลับยอมให้เขาสนตะพายอยู่ได้.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.


 

กร้าว-ก้าวร้าว (๒๕ กันยายน ๒๕๕๐)

กร้าว-ก้าวร้าว

          คำว่า ก้าวร้าว ไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า กร้าว

          คำว่า กร้าว หมายความว่า แข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล เช่น เขาพูดเสียงกร้าวด้วยความไม่พอใจ. ฝ่ายโน้นมีท่าทีแข็งกร้าว คงไม่ยอมแพ้เราง่าย ๆ.

          ส่วนคำว่า ก้าวร้าว หมายความว่า ล่วงเกินผู้อื่นอย่างไม่เกรงใจ แสดงอารมณ์รุนแรงอย่างไม่เกรงใจใคร  โดยแสดงออกทางกิริยาวาจา เช่น คุณไม่ควรก้าวร้าวผู้บังคับบัญชา. พ่อแม่กลุ้มใจที่ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบรังแกเพื่อน ใช้คำหยาบคายและแสดงอารมณ์รุนแรงต่อผู้ใหญ่.

          คำว่า กร้าว พยัญชนะต้นเป็นอักษรควบ กร (อ่านว่า กอ-รอ) ส่วน ก้าวร้าว พยัญชนะต้นใช้ ก ไก่ ตัวเดียว ไม่ใช่อักษรควบ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ล่ม-อับปาง (๕ ตุลาคม ๒๕๕๐)

ล่ม-อับปาง

          ล่ม และ อับปาง เป็นคำกริยาที่ใช้กับพาหนะที่แล่นไปในน้ำหรืออยู่ในน้ำ แปลว่า จม หรือ อยู่ในสภาพทรุดเอียงไม่สามารถแล่นต่อไปได้ เช่น เรือล่ม.  แพล่ม.  โป๊ะล่ม.

          คำว่า ล่ม ใช้กับเรือขนาดเล็กโดยทั่วไปจนถึงเรือขนาดกลางรวมทั้งแพด้วย ส่วนคำว่า อับปาง ใช้กับเรือเดินทะเลเท่านั้น 

          คำว่า ล่ม และ อับปาง ยังใช้ในความหมายเปรียบเทียบ หมายถึง ประสบความล้มเหลว ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปรกติ เช่น ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้กิจการค้าของเขาล่ม. เขาคิดว่าเขาร้องเพลงได้ แต่พอขึ้นเวทีก็ประหม่า จึงล่มเสียกลางคัน. เจอมรสุมหนักคราวนี้ สงสัยว่าชีวิตคู่ของเขาทั้งสองคงจะต้องอับปางลงอย่างแน่นอน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.


 

ยักษ์ปักหลั่น (๒๔ กันยายน ๒๕๕๐)

ยักษ์ปักหลั่น

          ยักษ์ปักหลั่น (อ่านว่า ยัก-ปัก-หฺลั่น) เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑   ในเรื่องนี้ได้กล่าวถึงยักษ์ปักหลั่นว่า เดิมเป็นเทวดารับใช้พระอิศวร ต่อมาเป็นชู้กับนางฟ้าชื่อเกสรมาลา พระอิศวรจึงสาปให้เป็นยักษ์ชื่อปักหลั่นอยู่เฝ้าสระโบกขรณี (อ่านว่า โบก-ขอ-ระ-นี) เมื่อใดทหารพระรามได้มาลูบหลังจึงจะพ้นคำสาป  คราวที่หนุมาน องคต และชมพูพานไปถวายแหวนให้นางสีดาที่กรุงลงกา ได้พบกับยักษ์ปักหลั่นระหว่างทาง ยักษ์ปักหลั่นรบแพ้องคต องคตจึงไต่ถามเรื่องราว เมื่อทราบความก็ลูบหลังยักษ์ให้พ้นคำสาป กลับเป็นเทวดาได้ดังเดิม

          ยักษ์ปักหลั่น นำมาใช้เป็นสำนวน หมายถึง ผู้ที่มีร่างกายกำยำสูงใหญ่มาก เช่น นักกีฬาคนนั้นตัวโตราวกับยักษ์ปักหลั่น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลงเอย (๔ ตุลาคม ๒๕๕๐)

ลงเอย

        ลงเอย หมายความว่า ถึงที่สุดของเรื่องหรือเหตุการณ์ตอนหนึ่งช่วงหนึ่ง เช่น เรื่องนี้มีปัญหาซับซ้อน ผู้ใหญ่จะต้องเป็นคนตัดสินใจ ยังไม่รู้เลยว่าจะลงเอยอย่างไร. หนุ่มสาวคู่นี้กว่าจะลงเอยกันได้ก็ผจญอุปสรรคกันมาเสียหลายปี.

          สำนวนนี้มาจากการแต่งกลอนเพลง ในสมัยก่อนมีกลอนเพลงยาว ดอกสร้อย สักวา เป็นต้น  เมื่อจะลงจบบทหนึ่ง จะต้องลงท้ายด้วยคำว่า เอย เช่น เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย.  ควรดูเยี่ยงไว้ ใส่ใจเอย.

         เมื่อว่ากลอนมาถึงคำว่า เอย ก็รู้ได้ว่าจบกลอน จบเรื่องราวในตอนนั้นช่วงนั้น ลงเอย จึงหมายถึง ลงท้าย มาถึงตอนจบ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.