อรุณอมรินทร์ (๑๙ เมษายน ๒๕๕๗)

อรุณอมรินทร์

          อรุณอมรินทร์ (อ่านว่า อะ-รุน-อำ-มะ- ริน)  เป็นชื่อถนนในกรุงเทพมหานคร.  ถนนอรุณอมรินทร์ มาจากชื่อวัด ๒ วัด คือ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ และวัดอมรินทราราม เขตบางกอกน้อย  ซึ่งเรียกชื่อวัดกันย่อ ๆ ว่า วัดอรุณ กับ วัดอมรินทร์ เดิมเป็นถนนสายสั้น ๆ ปัจจุบันได้ขยายถนนต่อจากวัดอมรินทรารามยาวออกไป แล้วสร้างสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย สะพานแห่งนี้ก็เรียกชื่อเดียวกับชื่อถนนสายดังกล่าวว่า สะพานอรุณอมรินทร์  ภายหลังถนนอรุณอมรินทร์ได้ตัดไปเชื่อมต่อกับถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า และต่อไปจนถึงเชิงสะพานพระราม ๘  มีสถานที่สำคัญหลายแห่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้ เช่น วัดเครือวัลย์วรวิหาร  หอประชุมกองทัพเรือ  โรงพยาบาลศิริราช  วัดบางยี่ขัน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ตำนานเมืองลับแล (๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

ตำนานเมืองลับแล

          เมืองลับแลมีตำนานเล่าต่อ ๆ กันมาช้านานว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งใช้อุบายตามหญิงสาวลึกลับนางหนึ่งเข้าสู่เมืองลับแลได้ และพบว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง เขาได้คำอธิบายว่า เมืองนี้ถือวาจาสัตย์มั่น ผู้ชายไม่อาจรักษาสัตย์ได้เท่าผู้หญิง จึงถูกขับออกจากเมืองไปจนสิ้น ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วล้วนแต่เป็นแม่หม้าย  ชายผู้นั้นหลงรักนางที่เขาตามมา จึงรับว่าจะรักษาสัตย์เพื่อให้ได้อยู่กินกับนางในเมืองลับแลนั้น แต่แล้ววันหนึ่งก็เสียสัตย์ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย  ผลคือเขาต้องถูกขับออกจากเมืองลับแลไปเช่นเดียวกับชายคนอื่น ๆ  ก่อนเดินทาง ภรรยาของเขาจัดข้าวปลาลงย่ามให้เป็นเสบียง และบรรจุขมิ้นลงไปจนเต็มย่าม ระหว่างเดินทางชายหนุ่มรู้สึกว่าย่ามนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จึงหยิบขมิ้นทิ้งไปตลอดทาง เมื่อชายหนุ่มกลับถึงบ้านบิดามารดาของตน ก็พบว่า ขมิ้นที่เหลือติดย่ามเพียงแง่งเดียวกลายเป็นทองคำบริสุทธิ์ เขารีบกลับไปทุกที่ที่ทิ้งขมิ้นไว้ ก็พบว่าขมิ้นเหล่านั้นงอกเป็นต้นจนหมดสิ้น  เขาพยายามหาทางกลับเข้าสู่เมืองลับแลอีก แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ ได้แต่เดินคอตกกลับสู่หมู่บ้านของตน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

จิงโจ้ (๕) (๗ เมษายน ๒๕๕๗)

จิงโจ้ (๕)

          คำว่า จิงโจ้ มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึง แมลงประเภทมวนประเภทหนึ่ง ลำตัวลีบยาว สีน้ำตาล เมื่อโตเต็มที่จะมีปีก ๑ คู่ ขาคู่หน้าสั้นใช้จับเหยื่อ ส่วนขาคู่กลางและคู่หลังยาวและแข็งแรง ที่ขามีขนละเอียดและมีคุณสมบัติไม่เปียกน้ำ เมื่ออาศัยขนเหล่านี้กับแรงตึงผิวของน้ำและขายาวคู่กลางและคู่หลังที่กางกว้างออกเพื่อลดความหนาแน่นของตัวจิงโจ้ ทำให้จิงโจ้วิ่งไปบนพื้นน้ำได้อย่างรวดเร็วคล้ายกับคนเล่นสกีบนลานน้ำแข็ง. เนื่องจากมวนที่เรียกว่าจิงโจ้อาศัยอยู่ตามหนองน้ำนิ่งและวิ่งบนพื้นน้ำได้ จึงมักเรียกว่า จิงโจ้น้ำ. แมลงประเภทมวนโดยทั่วไปมีปากแหลมใช้เจาะดูดน้ำเลี้ยงของพืช จิงโจ้น้ำก็มีปากสำหรับเจาะดูดเช่นเดียวกัน แต่ผิดกับมวนประเภทอื่นตรงที่จิงโจ้น้ำใช้ปากเจาะและดูดกินของเหลวในตัวแมลงที่ตกลงไปในน้ำ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ศาลหลักเมือง (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

ศาลหลักเมือง

          ศาลหลักเมือง หมายถึง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองและเป็นที่สถิตของเทพยดาผู้พิทักษ์เมืองซึ่งเรียกว่าพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง.

          เสาหลักเมืองของกรุงเทพฯ นั้น ปลายเสาบรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ. นอกจากจะบรรจุดวงชะตาเมืองไว้ที่ปลายเสาหลักเมืองแล้วยังบรรจุเทวรูปที่เรียกกันว่า เจ้าพ่อหลักเมือง และมีพิธีประกาศอัญเชิญเทพเจ้าเข้าประดิษฐานในเทวรูปด้วย เพื่อให้ช่วยคุ้มครองป้องกันสรรพไพรีไม่ให้มาย่ำยีพระนครและพระราชอาณาจักร  ส่วนด้านทิศเหนือของศาลก็เป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์ทั้งห้า คือ เจ้าพ่อหอกลอง  เจ้าพ่อเจตคุปต์  พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง  และพระกาฬไชยศรี  

          ศาลหลักเมืองจึงเป็นสถานที่สิงสถิตของเทพเจ้าผู้มีมเหศักดิ์ คอยดูแลปกป้อง คุ้มครองบ้านเมืองและประชาชน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เมืองลับแล (๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

เมืองลับแล

          เมืองลับแล หมายถึง เมืองที่เร้นลับเกินกว่าที่ตาของคนภายนอกจะแลเห็นได้ เมืองลับแลเป็นตำนานของคนจังหวัดอุตรดิตถ์  เชื่อกันว่า มีแต่ชาวเมืองลับแลเองที่จะมองเห็น คนภายนอกไม่อาจมองเห็นได้ หากจะค้นหา ก็ไม่อาจพบดังตั้งใจ จะพบได้ก็แต่โดยบังเอิญหรือเป็นผู้มีบุญวาสนาร่วมกันกับคนในเมืองลับแลเท่านั้น

          ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีเมืองแห่งหนึ่งได้ชื่อตามตำนานว่า เมืองลับแล เหตุที่ได้ชื่อดังกล่าว เพราะตั้งอยู่ในหุบเขาที่ค่อนข้างเร้นลับ เส้นทางที่เข้าเมืองก็คดเคี้ยวและมีทางแยกทางซอยมาก ป่าสองข้างทางก็แลดูเหมือน ๆ กัน ผู้ที่ไม่ชินทางจึงหลงได้ง่าย อีกทั้งแต่ก่อนการคมนาคมไม่สะดวก คนในเมืองนี้จึงมักไม่เดินทางออกมาภายนอก และคนภายนอกก็น้อยคนนักที่มีโอกาสเดินทางเข้าไป ผู้ที่ได้ไปจนถึงเมืองลับแล จึงได้ชื่อว่า มีบุญร่วมสร้างกับชาวเมืองนี้มาก่อน เดิมเมืองลับแลเป็นแหล่งปลูกลางสาดหวาน ปัจจุบันนิยมปลูกทุเรียน ทุเรียนพันธุ์มีชื่อของเมืองนี้ชื่อ หลงลับแล

          เมืองลับแล ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เรียกว่า อำเภอลับแล

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ซุกไว้ใต้พรม (๒๘ เมษายน ๒๕๕๗)

ซุกไว้ใต้พรม

          ซุกไว้ใต้พรม เป็นสำนวน แปลมาจากสำนวนภาษาอังกฤษว่า  sweep under the carpet  เมื่อแม่บ้านกวาดบ้านอาจมีเศษผงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหลืออยู่ บางครั้งแม่บ้านจะใช้วิธีซุกไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหรือพรมปูพื้น ไม่ได้กำจัดให้พ้นไปตามปรกติ การทำอย่างนี้เป็นเพียงการทำอย่างขอไปที  แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นโทษร้ายแรง. ปัจจุบัน ซุกไว้ใต้พรม มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่า เก็บปัญหาไว้แทนที่จะแก้ไขให้ลุล่วงไป มักใช้ว่า ซุกปัญหาไว้ใต้พรม เช่น ในองค์กรนี้มีปัญหาบุคลากรไม่ลงรอยกัน แต่ผู้บริหารก็ซุกปัญหาไว้ใต้พรม. หัวหน้างานคนเก่า ก่อนเกษียณซุกปัญหาไว้ใต้พรม เมื่อหัวหน้างานคนใหม่มาจึงต้องมาสะสาง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.