อโศกมนตรี (๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

อโศกมนตรี

          อโศกมนตรี เป็นชื่อถนน มีความยาว ๑.๓ กิโลเมตร อยู่ในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นซอย เรียกว่าซอยอโศก ถนนสายนี้ได้ชื่อตามราชทินนามของพระอโศกมนตรี ผู้อุทิศที่ดินร่วมกับเจ้าของที่ดินรายอื่นและซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อตัดเป็นซอยจนมาจรดถนนสุขุมวิท  ซอยนี้ภายหลังการจราจรคับคั่ง จึงเรียกว่า ถนนโศก และเปลี่ยนชื่อเป็นถนนอโศกมนตรีเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระอโศกมนตรีผู้ริเริ่มสร้างถนนนี้ ปัจจุบันถนนเส้นนี้เชื่อมระหว่างถนนเพชรบุรีกับถนนสุขุมวิท มีสะพานข้ามคลองแสนแสบ และต่อไปเชื่อมกับถนนรัชดาภิเษก สถานที่สำคัญที่อยู่บนถนนสายนี้ คือ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จิงโจ้ (๔) (๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗)

จิงโจ้ (๔)

            จิงโจ้ ความหมายหนึ่ง เป็นชื่อนกขนาดเล็ก ร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ เวลาร้องก็มักยกหัวและโยกตัวไปมา อาการเช่นนี้ทำให้คนไทยสมัยก่อนนำไปเสริมจินตนาการและสร้างเป็นสัตว์พิเศษตามความเชื่อขึ้นมา เรียกว่า จิงโจ้ หรือ ตัวจิงโจ้ จิงโจ้มีรูปร่างหน้าตาเป็นคน แต่มีปีกและมีตีนอย่างนก จิงโจ้ซึ่งเป็นสัตว์ในจินตนาการนี้ปรากฏในบทร้องเล่นของเด็กสมัยก่อนว่า 

                        จิงเอ๋ยจิงโจ้            มาโล้สำเภา
                        หมาในไล่เห่า          จิงโจ้ตกน้ำ
                        หมาในไล่ซ้ำ            จิงโจ้ดำหนี
                        เอากล้วยสองหวี       รับขวัญจิงโจ้

            ที่เชิงของบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีภาพลายรดน้ำปิดทองรูป “จิงโจ้โล้สำเภา” อยู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “การที่เอาคำเด็กร้องเล่นมาเขียนเป็นรูปภาพที่วัดพระเชตุพนคงเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแน่ และเมื่อเขียนรูปภาพแล้วคงได้ทอดพระเนตร มิใช่รูปเขียนตามอำเภอใจช่าง ที่ช่างเขียนรูปจิงโจ้หน้าเป็นมนุษย์ ตีนเป็นนกนั้น ต้องมีอะไรเป็นหลักฐานว่า รูปร่างจิงโจ้เป็นเช่นนั้น”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

มอญซ่อนผ้า (๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

มอญซ่อนผ้า

          มอญซ่อนผ้า เป็นการละเล่นของไทยภาคกลาง เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เล่นได้ทุกโอกาสทุกเทศกาล ผู้เล่นแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมี ๑ คน สมมุติว่าเป็นมอญ ถือผ้า ๑ ผืน อาจขมวดหรือพันให้เป็นเกลียว อีกฝ่ายหนึ่งมีจำนวนตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป นั่งล้อมวงที่สนามหรือลานกว้าง. เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายที่นั่งล้อมวงจะช่วยกันร้องเพลงว่า “มอญซ่อนผ้าตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี่ฉันจะตีก้นเธอ” ฝ่ายที่เป็นมอญซึ่งถือผ้าจะเดินรอบด้านหลังของฝ่ายที่นั่งล้อมวงอยู่ แล้วแอบวางผ้าไว้ด้านหลังของคนนั่งคนใดคนหนึ่งไม่ให้รู้ตัว แล้วเดินไปอีก ๑ รอบจนมาถึงผ้าที่วางไว้ และหยิบผ้าตีก้นคนนั่งที่ถูกเอาผ้าวาง แต่ถ้าคนนั่งรู้ตัวก่อนก็จะรีบหยิบผ้าไล่ตี มอญก็จะวิ่งหนีไปนั่งที่แทน ผู้ที่ถูกมอญนั่งแทนที่ก็จะเป็นมอญคนต่อไป การร้องและเล่นเช่นนี้เป็นไปเรื่อย ๆ นานแค่ไหนก็ได้. การละเล่นมอญซ่อนผ้าและการละเล่นไทยหลายชนิด เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา กลับมารื้อฟื้นกันใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นปีรณรงค์วัฒนธรรมไทย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อยุธยา (๒๑ เมษายน ๒๕๕๗)

อยุธยา

          ในบทพากย์รามเกียรติ์ ตอนนางลอย สำนวนอยุธยา พระรามรำพันว่า

                    แต่แรกถ้ารู้เหตุ            ว่าอัคเรศจะมรณา
          แรกจากอยุธยา                     จะฝากไว้พระชนนี

          ตามรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ กล่าวถึงประวัติของเมืองอยุธยา ว่าพระอิศวรมีโองการให้พระอินทร์มาสร้างเมืองให้แก่กุมารซึ่งเกิดจากดอกบัวที่พระอุทรของพระนารายณ์ พระอินทร์เลือกสถานที่ที่ฤๅษีสี่ตนบำเพ็ญพรตอยู่ คือ ฤๅษีจนคาวี (อะ-จะ-นะ- คา-วี)  ฤๅษียุคอัคร (ยุก-อัก-คฺระ) ฤๅษีหะ (ทะ- หะ) และ ฤๅษียาคะ ที่บริเวณนั้นเป็นป่าชื่อว่า ทวารวดี แล้วให้พระวิษณุกรรมนิรมิตเมืองขึ้นที่นั่น พระอินทร์นำเสียงอักษรตัวหน้าของชื่อฤๅษีทั้งสี่นั้นมาประสมกันเป็นคำว่า อยุธยา แปลว่า ไม่พ่ายแพ้ ไม่มีใครปราบได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ระแทะ (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

ระแทะ

          ระแทะ หมายถึง เกวียนขนาดเล็ก มีทั้งชนิดโถงและชนิดมีประทุน คำนี้มักพบในวรรณคดี เช่นในบทละครเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ตอนสังคามาระตาแต่งถ้ำ มีบทกลอนว่าดังนี้

          “ที่แต่งถ้ำก็ทำไม่หยุดพัก         ฉลุฉลักลายเลิศเฉิดฉัน
          ที่ปลูกต้นไม้ในสวนนั้น             เกณฑ์กันรดน้ำวุ่นวายไป
          ที่ต้นไหนตายก็ให้ผลัด             เร่งรัดกันมาหาปลูกใหม่
          ทำทั้งระแทะทองอำไพ            ไว้ในสวนเสร็จดังบัญชา”

          คำว่า ระแทะ มาจากภาษาเขมรว่า รเทะ (อ่าน รอ-เต๊ะฮฺ) แปลว่า เกวียน รถ คำนี้ภาษาเขมรยืมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตว่า รถ (อ่าน ระ- ถะ) แปลว่า สิ่งที่เคลื่อนไป หมายถึง ยานพาหนะมีล้อ ได้แก่ เกวียน รถ รถศึก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ลับแล (๙ เมษายน ๒๕๕๗)

ลับแล

          คำว่า ลับแล แปลว่า ลับหรือลี้ลับสุดที่จะแลเห็นได้ ลับแล เป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง พิจารณาจากชื่อ นัยว่านกชนิดนี้บินและเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เพียงคน “แล” หรือมองแวบเดียว นกนี้ก็ “ลับ” หายไป ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (กุ้ง) บรรยายไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกบทที่ ๑๓๕ ว่า 

                    ลับแลเร่งแลลับ        นกหว้าขับไปว่าวอน 
          ชายใดได้ดวงสมร              วานนกหว้าว่าขอคืน
 

          ลับแล อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง เครื่องกั้นหรือบังตา ทำเป็นแผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขาตั้ง เคลื่อนย้ายได้ มักตั้งถัดจากช่องประตูเข้าไปเพื่อบังตาคนภายนอกไม่ให้เห็นภายใน คำนี้พบในเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนตอนพระไวยถูกเสน่ห์ดังนี้

          เรือนที่แขวนกรงนกหกเจ็ดหลัง      ลับแลตั้งปิดประตูดูขึงขัน
          เรือนคุณตาคุณยายพ่อพลายนั้น    ไปหากันเถิดสิพ่ออย่ารอรั้ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จิงโจ้ (๓) (๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗)

จิงโจ้ (๓)

          จิงโจ้ นอกจากเป็นชื่อสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องของออสเตรเลีย มีรูปร่างคล้ายหนูขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นชื่อของนกชนิดหนึ่งด้วย ดังปรากฏในบทละครเรื่องอิเหนาฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งกวีแสดงฝีมือการเล่นคำว่า นกกระลุมพูเกาะอยู่ที่ต้นกะล้อพ้อ ส่วนนกจิงโจ้เกาะอยู่ที่เถาจิงจ้อแล้วส่งเสียงร้อง ดังนี้

                    กะลุมพูจับกะล้อพ้อ       จิงโจ้จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง

          นกจิงโจ้ เป็นนกขนาดเล็ก โตกว่านกกระจอกเพียงเล็กน้อย ชอบอยู่ตามป่าละเมาะ เป็นนกที่ชอบเที่ยวไปตามลำพัง บางทีเรียกว่า นกจีโจ้ เพราะร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ เวลาร้องก็มักยกหัวและโยกตัวไปมา แลดูยงโย่ยงหยก พระยาอนุมานราชธนว่า จี หรือ จิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนกชนิดนี้ ไปพ้องกับคำว่า จี้ ในภาษาไทยย้อย ที่แปลว่า โคลงหรือโยกตัว  นกจีโจ้ หรือ นกจิงโจ้ อาจได้ชื่อตามเสียงร้องและลักษณะที่โยกตัวไปมา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.