ลับแล (๙ เมษายน ๒๕๕๗)

ลับแล

          คำว่า ลับแล แปลว่า ลับหรือลี้ลับสุดที่จะแลเห็นได้ ลับแล เป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง พิจารณาจากชื่อ นัยว่านกชนิดนี้บินและเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เพียงคน “แล” หรือมองแวบเดียว นกนี้ก็ “ลับ” หายไป ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (กุ้ง) บรรยายไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกบทที่ ๑๓๕ ว่า 

                    ลับแลเร่งแลลับ        นกหว้าขับไปว่าวอน 
          ชายใดได้ดวงสมร              วานนกหว้าว่าขอคืน
 

          ลับแล อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง เครื่องกั้นหรือบังตา ทำเป็นแผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขาตั้ง เคลื่อนย้ายได้ มักตั้งถัดจากช่องประตูเข้าไปเพื่อบังตาคนภายนอกไม่ให้เห็นภายใน คำนี้พบในเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนตอนพระไวยถูกเสน่ห์ดังนี้

          เรือนที่แขวนกรงนกหกเจ็ดหลัง      ลับแลตั้งปิดประตูดูขึงขัน
          เรือนคุณตาคุณยายพ่อพลายนั้น    ไปหากันเถิดสิพ่ออย่ารอรั้ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จิงโจ้ (๓) (๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗)

จิงโจ้ (๓)

          จิงโจ้ นอกจากเป็นชื่อสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องของออสเตรเลีย มีรูปร่างคล้ายหนูขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นชื่อของนกชนิดหนึ่งด้วย ดังปรากฏในบทละครเรื่องอิเหนาฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งกวีแสดงฝีมือการเล่นคำว่า นกกระลุมพูเกาะอยู่ที่ต้นกะล้อพ้อ ส่วนนกจิงโจ้เกาะอยู่ที่เถาจิงจ้อแล้วส่งเสียงร้อง ดังนี้

                    กะลุมพูจับกะล้อพ้อ       จิงโจ้จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง

          นกจิงโจ้ เป็นนกขนาดเล็ก โตกว่านกกระจอกเพียงเล็กน้อย ชอบอยู่ตามป่าละเมาะ เป็นนกที่ชอบเที่ยวไปตามลำพัง บางทีเรียกว่า นกจีโจ้ เพราะร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ เวลาร้องก็มักยกหัวและโยกตัวไปมา แลดูยงโย่ยงหยก พระยาอนุมานราชธนว่า จี หรือ จิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนกชนิดนี้ ไปพ้องกับคำว่า จี้ ในภาษาไทยย้อย ที่แปลว่า โคลงหรือโยกตัว  นกจีโจ้ หรือ นกจิงโจ้ อาจได้ชื่อตามเสียงร้องและลักษณะที่โยกตัวไปมา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.