ล่ม-อับปาง (๕ ตุลาคม ๒๕๕๐)

ล่ม-อับปาง

          ล่ม และ อับปาง เป็นคำกริยาที่ใช้กับพาหนะที่แล่นไปในน้ำหรืออยู่ในน้ำ แปลว่า จม หรือ อยู่ในสภาพทรุดเอียงไม่สามารถแล่นต่อไปได้ เช่น เรือล่ม.  แพล่ม.  โป๊ะล่ม.

          คำว่า ล่ม ใช้กับเรือขนาดเล็กโดยทั่วไปจนถึงเรือขนาดกลางรวมทั้งแพด้วย ส่วนคำว่า อับปาง ใช้กับเรือเดินทะเลเท่านั้น 

          คำว่า ล่ม และ อับปาง ยังใช้ในความหมายเปรียบเทียบ หมายถึง ประสบความล้มเหลว ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปรกติ เช่น ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้กิจการค้าของเขาล่ม. เขาคิดว่าเขาร้องเพลงได้ แต่พอขึ้นเวทีก็ประหม่า จึงล่มเสียกลางคัน. เจอมรสุมหนักคราวนี้ สงสัยว่าชีวิตคู่ของเขาทั้งสองคงจะต้องอับปางลงอย่างแน่นอน

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.


 

ยักษ์ปักหลั่น (๒๔ กันยายน ๒๕๕๐)

ยักษ์ปักหลั่น

          ยักษ์ปักหลั่น (อ่านว่า ยัก-ปัก-หฺลั่น) เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑   ในเรื่องนี้ได้กล่าวถึงยักษ์ปักหลั่นว่า เดิมเป็นเทวดารับใช้พระอิศวร ต่อมาเป็นชู้กับนางฟ้าชื่อเกสรมาลา พระอิศวรจึงสาปให้เป็นยักษ์ชื่อปักหลั่นอยู่เฝ้าสระโบกขรณี (อ่านว่า โบก-ขอ-ระ-นี) เมื่อใดทหารพระรามได้มาลูบหลังจึงจะพ้นคำสาป  คราวที่หนุมาน องคต และชมพูพานไปถวายแหวนให้นางสีดาที่กรุงลงกา ได้พบกับยักษ์ปักหลั่นระหว่างทาง ยักษ์ปักหลั่นรบแพ้องคต องคตจึงไต่ถามเรื่องราว เมื่อทราบความก็ลูบหลังยักษ์ให้พ้นคำสาป กลับเป็นเทวดาได้ดังเดิม

          ยักษ์ปักหลั่น นำมาใช้เป็นสำนวน หมายถึง ผู้ที่มีร่างกายกำยำสูงใหญ่มาก เช่น นักกีฬาคนนั้นตัวโตราวกับยักษ์ปักหลั่น.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ลงเอย (๔ ตุลาคม ๒๕๕๐)

ลงเอย

        ลงเอย หมายความว่า ถึงที่สุดของเรื่องหรือเหตุการณ์ตอนหนึ่งช่วงหนึ่ง เช่น เรื่องนี้มีปัญหาซับซ้อน ผู้ใหญ่จะต้องเป็นคนตัดสินใจ ยังไม่รู้เลยว่าจะลงเอยอย่างไร. หนุ่มสาวคู่นี้กว่าจะลงเอยกันได้ก็ผจญอุปสรรคกันมาเสียหลายปี.

          สำนวนนี้มาจากการแต่งกลอนเพลง ในสมัยก่อนมีกลอนเพลงยาว ดอกสร้อย สักวา เป็นต้น  เมื่อจะลงจบบทหนึ่ง จะต้องลงท้ายด้วยคำว่า เอย เช่น เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย.  ควรดูเยี่ยงไว้ ใส่ใจเอย.

         เมื่อว่ากลอนมาถึงคำว่า เอย ก็รู้ได้ว่าจบกลอน จบเรื่องราวในตอนนั้นช่วงนั้น ลงเอย จึงหมายถึง ลงท้าย มาถึงตอนจบ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

หมาเห่าใบตองแห้ง (๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)

หมาเห่าใบตองแห้ง

          หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นสำนวน มีความหมายว่า พูดเอะอะแสดงวาจาว่าเป็นคนเก่งกล้าไม่กลัวใคร แต่จริง ๆ แล้วขี้ขลาดและไม่กล้าจริง

          หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นสำนวนที่เปรียบเทียบกับสุนัขที่ชอบเห่าใบตองแห้ง คือเห่าใบกล้วยที่แห้งติดอยู่กับต้น เวลาลมพัดใบกล้วยแห้งจะแกว่งหรือเสียดสีกัน มีเสียงแกรกกราก. สุนัขเห็นอะไรไหว ๆ หรือได้ยินเสียงแกรกกรากก็จะเห่าขึ้น แต่ก็เห่าไปอย่างนั้นเอง ไม่กล้าไปกัดใบตองแห้ง. กิริยาของสุนัขนี้จึงนำมาเปรียบกับคนที่ชอบพูดจาเอะอะในลักษณะที่อวดตัวว่าเก่งกล้า แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้กล้าสมกับคำพูด เช่น พวกนี้หมาเห่าใบตองแห้งทั้งนั้น ได้แต่ตะโกนด่าเขาลับหลัง ถ้าเขาเอาจริงก็ขี้คร้านจะวิ่งหนีไม่ทัน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ล้น-ท้น (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)

ล้น-ท้น

          คำว่า ล้น กับ ท้น มีเสียงและความหมายคล้ายกัน

          คำว่า ล้น หมายถึง มากเกินกำหนดจนคงอยู่ไม่ได้ในที่บรรจุ เช่น น้ำล้นตุ่ม. ตักข้าวจนล้นจาน. หมายถึง แน่นมาก เช่น ผู้ฟังแน่นขนัดล้นห้องประชุม. และหมายถึง ปฏิบัติตนเกินความพอเหมาะพอดี เช่น เด็กคนนี้ออกจะล้น ดูไม่มีสัมมาคารวะ.

          ส่วนคำว่า ท้น หมายถึง มากเกินกำหนดจนแทบจะคงอยู่ไม่ได้ พร้อมที่จะล้นออก เช่น น้ำท้นฝั่ง. และหมายถึงอาการที่เนื้อนูนขึ้นเพราะถูกรัดรึงเป็นต้น เช่น กางเกงรัดเอวมากจนเนื้อเหนือขอบเอวท้นขึ้นมา. ทั้งยังหมายถึง มากยิ่ง ได้เช่นเดียวกับ ล้น มักใช้กับความรู้สึก เช่น เขาทุกข์ท้นจนเหลือระงับ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

หงอน-เครา (๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)

หงอน-เครา

          หงอน คือขนหรือเนื้อที่งอกขึ้นบนหัวไก่หรือหัวนกบางชนิด.  หงอนเป็นสิ่งที่สวยงาม ไก่ตัวผู้มีหงอนเป็นสีแดงอยู่บนหัว. นกบางชนิด เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง นกกระตั้ว มีหงอนเป็นขนสีสวย. สัตว์ในนิยายบางชนิด เช่น พญานาค จะมีหงอนที่ศีรษะด้วย

          ส่วนขนที่ห้อยอยู่ที่คางของสัตว์ เช่น พญานาค  แพะ  เรียกว่า เครา. ขนที่คางของผู้ชาย ก็เรียกว่า เครา ด้วย  หงอน กับ เครา จึงไม่เหมือนกัน.

          หงอน ใช้เรียกขนหรือเนื้อที่งอกออกมาอยู่บนหัว  ถ้าเป็นขนที่คางนั้น เรียกว่า เครา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.