อัตคัด (๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อัตคัด

          อัตคัด แปลว่า ขัดสน ฝืดเคือง มีอยู่น้อย ขาดแคลน เช่น ระยะนี้คงต้องประหยัดกันหน่อยเพราะเงินทองอัตคัดเหลือเกิน. ที่เกาะนี้น้ำจืดอัตคัด อย่าใช้น้ำกันให้เปลืองนัก.

          อัตคัด บางครั้ง ใช้ซ้อนกับคำว่า ขาดแคลน เป็น อัตคัดขาดแคลน หมายความว่า ขัดสน ไม่อุดมสมบูรณ์ มีไม่ครบครัน เช่น เมื่อตอนสงคราม บ้านเมืองเราอาหารการกินอัตคัดขาดแคลนไปหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ลำบากกันไปพักใหญ่.

          อัตคัด บางครั้งใช้ซ้อนกับคำว่า ขัดสน เป็น อัตคัดขัดสน หมายความว่า ฝืดเคือง ยากจน มีเงินน้อย เช่น สังเกตดูจากความเป็นอยู่ เขาเป็นคนค่อนข้างอัตคัดขัดสน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ศีลธรรม-จริยธรรม (๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐)

ศีลธรรม-จริยธรรม

          ศีลธรรม (อ่านว่า สีน-ทำ) หมายถึง หลักสำหรับประพฤติดีประพฤติชอบ เช่น สังคมปัจจุบันมีสิ่งเย้ายวนมาก จึงต้องพยายามสอนเยาวชนให้ยึดมั่นในศีลธรรม. การค้ายาเสพติดผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม.

          จริยธรรม มีความหมายกว้างกว่า ศีลธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์สำหรับประพฤติปฏิบัติทั่วไป. อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาใช้ ก็มักหมายถึงการประพฤติปฏิบัติในทางดี. ความหมายของ จริยธรรม จึงดูไม่ค่อยต่างจาก ศีลธรรม นัก. บางครั้งอาจใช้สองคำนี้แทนกันได้ เช่น การค้ายาเสพติดผิดทั้งกฎหมายและจริยธรรม หรือ การค้ายาเสพติดผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม. ในหลายกรณี คำว่า ศีลธรรม และ จริยธรรม มักใช้คู่กัน เช่น สังคมควรให้พระสงฆ์เป็นหลักในการสั่งสอนศีลธรรมและจริยธรรมแก่ประชาชน.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อัฒจันทร์ (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อัฒจันทร์

          อัฒจันทร์ (อ่านว่า อัด-ถะ-จัน) มาจากคำว่า อัฒ (อ่านว่า อัด-ถะ) และ คำว่า จันทร์. อัฒจันทร์ แปลว่า พระจันทร์ครึ่งซีก

          ในภาษาไทย อัฒจันทร์ ใช้เรียกชั้นหรือที่นั่งที่มีลักษณะเหลื่อมกันเป็นชั้น ๆ. อัฒจันทร์ดังกล่าวนี้อาจจะมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม เช่น อัฒจันทร์ดูกีฬาที่สนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อัฒจันทร์ถ่ายรูปของบัณฑิตในวันรับปริญญาบัตร.  หรืออาจจะมีที่นั่งเหลื่อมกันโดยไม่โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมก็ได้ เช่น อัฒจันทร์ดูกีฬาที่สนามกีฬาแห่งชาติ. บันไดพระตำหนักของเจ้านายที่ใช้เป็นที่เข้าเฝ้าอย่างไม่เป็นทางการในสมัยโบราณก็เรียก อัฒจันทร์  เช่น ได้เฝ้าที่อัฒจันทร์.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จรรยา-จรรยาบรรณ (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยา-จรรยาบรรณ

          คำว่า จรรยา กับ จรรยาบรรณ มีความหมายคล้ายกัน คือหมายถึง สิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติในฐานะที่เป็นสมาชิกของหมู่คณะหรือกลุ่มอาชีพ ดังตัวอย่างว่า แพทย์ต้องมีจรรยาแพทย์หรือจรรยาบรรณของแพทย์ เช่น ต้องไม่เปิดเผยความลับของคนไข้. ครูต้องมีจรรยาครูหรือจรรยาบรรณของครู เช่น ต้องไม่นำข้อสอบมาเปิดเผยก่อนสอบ.

          อย่างไรก็ตาม คำว่า จรรยา และ จรรยาบรรณ มีความหมายต่างกันอยู่ในบางแง่.  จรรยา อาจใช้กับบุคคลทั่วไปก็ได้ มีความหมายกว้างกว่าและเบากว่า จรรยาบรรณ เช่น พ่อแม่สอนให้ลูกมีจรรยามารยาทเรียบร้อย. ส่วน จรรยาบรรณ มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากกว่า หนักแน่นกว่า เอาจริงเอาจังมากกว่า คือหมายถึงกฎที่ต้องประพฤติหลายข้อ ที่มักเขียนรวมไว้ให้สมาชิกในกลุ่มอาชีพปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจมีความผิดและถูกลงโทษได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อยู่โยง (๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อยู่โยง

          อยู่โยง มีความหมายว่า อยู่เฝ้าสถานที่แต่ผู้เดียว

          คำว่า โยง ในที่นี้น่าจะมาจากหลักโยงในการละเล่นของเด็ก. หลักโยง เดิมหมายถึงหลักที่มีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ เช่นหลักโยงเรือเพื่อป้องกันมิให้เรือลอยหายไป. ในสมัยก่อนมีการลงโทษด้วยการมัดมือโยงไว้กับเสาแล้วเฆี่ยนตี. ในการละเล่นของเด็กหลักโยงไม่จำเป็นต้องมีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ แต่ก็เข้าใจกันอยู่ในทีว่าผู้ที่อยู่หลักโยง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อยู่โยง จะต้องอยู่กับที่ในบริเวณหลักโยงนั้น จะออกนอกบริเวณไม่ได้. ส่วนผู้เล่นคนอื่น ๆ จะสามารถออกนอกบริเวณหลักโยงได้หมด. อยู่โยง จึงนำมาใช้ในความหมายว่าไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่เฝ้าที่นั่น เช่น วันนี้ไม่มีใครอยู่หรอก ออกไปเที่ยวกันหมด เหลือฉันอยู่โยงคนเดียว.  นาน ๆ จะมีงานใหญ่ ๆ อย่างนี้ พวกเธอไปเที่ยวกันให้สนุกเถอะ พี่อยู่โยงเฝ้าบ้านให้เอง.

          คำว่า อยู่โยง อาจใช้ว่า เฝ้าโยง ก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จรรยาบรรณ (๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยาบรรณ

          จรรยาบรรณ (อ่านว่า จัน-ยา-บัน)  จรรยาบรรณ ประกอบด้วยคำว่า จรรยา (อ่านว่า จัน-ยา) แปลว่า ความประพฤติ หรือกิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ กับคำว่า บรรณ (อ่านว่า บัน) ซึ่งหมายถึง หนังสือ.

          จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ และรักษาชื่อเสียงของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับ ก.พ.  จรรยาบรรณของนักวิจัยกำหนดโดยสภาวิจัยแห่งชาติ.

          คำว่า จรรยาบรรณ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า code of conduct (อ่านว่า โค้ด อ๊อฟ คอน-ดักต์) มีที่ใช้เช่น ครูที่มีจรรยาบรรณจะต้องไม่นำข้อสอบออกมาเผยแพร่ก่อนการสอบ.นักหนังสือพิมพ์ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือว่าไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จริยธรรม-จริยศาสตร์ (๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จริยธรรม-จริยศาสตร์

          จริยธรรม (อ่านว่า จะ-ริ-ยะ-ทำ) จริยธรรม ประกอบด้วยคำว่า จริย (อ่านว่า จะ-ริ-ยะ) แปลว่า ความประพฤติ หรือกิริยาที่ควรประพฤติ. กับคำว่า ธรรม ซึ่งในที่นี้แปลว่า กฎ หรือ กฎเกณฑ์.

          จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์สำหรับประพฤติปฏิบัติ เช่น การดังฟังโทรศัพท์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ผิดทั้งกฎหมายและจริยธรรม. หนังสือพิมพ์ที่ชอบลงข่าวผิดพลาดโดยไม่ตรวจสอบให้ดี ถือว่าเป็นสื่อที่ขาดจริยธรรม.

          ศาสตร์หรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม เรียกว่า จริยศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา จริยศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับความประพฤติและการครองชีวิตในทำนองว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด หรืออะไรควร อะไรไม่ควร. ทั้งจริยธรรมและจริยศาสตร์ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า ethics (อ่านว่า เอ-ทิกส์)

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.