อัฒจันทร์ (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อัฒจันทร์

          อัฒจันทร์ (อ่านว่า อัด-ถะ-จัน) มาจากคำว่า อัฒ (อ่านว่า อัด-ถะ) และ คำว่า จันทร์. อัฒจันทร์ แปลว่า พระจันทร์ครึ่งซีก

          ในภาษาไทย อัฒจันทร์ ใช้เรียกชั้นหรือที่นั่งที่มีลักษณะเหลื่อมกันเป็นชั้น ๆ. อัฒจันทร์ดังกล่าวนี้อาจจะมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม เช่น อัฒจันทร์ดูกีฬาที่สนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อัฒจันทร์ถ่ายรูปของบัณฑิตในวันรับปริญญาบัตร.  หรืออาจจะมีที่นั่งเหลื่อมกันโดยไม่โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมก็ได้ เช่น อัฒจันทร์ดูกีฬาที่สนามกีฬาแห่งชาติ. บันไดพระตำหนักของเจ้านายที่ใช้เป็นที่เข้าเฝ้าอย่างไม่เป็นทางการในสมัยโบราณก็เรียก อัฒจันทร์  เช่น ได้เฝ้าที่อัฒจันทร์.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จรรยา-จรรยาบรรณ (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยา-จรรยาบรรณ

          คำว่า จรรยา กับ จรรยาบรรณ มีความหมายคล้ายกัน คือหมายถึง สิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติในฐานะที่เป็นสมาชิกของหมู่คณะหรือกลุ่มอาชีพ ดังตัวอย่างว่า แพทย์ต้องมีจรรยาแพทย์หรือจรรยาบรรณของแพทย์ เช่น ต้องไม่เปิดเผยความลับของคนไข้. ครูต้องมีจรรยาครูหรือจรรยาบรรณของครู เช่น ต้องไม่นำข้อสอบมาเปิดเผยก่อนสอบ.

          อย่างไรก็ตาม คำว่า จรรยา และ จรรยาบรรณ มีความหมายต่างกันอยู่ในบางแง่.  จรรยา อาจใช้กับบุคคลทั่วไปก็ได้ มีความหมายกว้างกว่าและเบากว่า จรรยาบรรณ เช่น พ่อแม่สอนให้ลูกมีจรรยามารยาทเรียบร้อย. ส่วน จรรยาบรรณ มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากกว่า หนักแน่นกว่า เอาจริงเอาจังมากกว่า คือหมายถึงกฎที่ต้องประพฤติหลายข้อ ที่มักเขียนรวมไว้ให้สมาชิกในกลุ่มอาชีพปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจมีความผิดและถูกลงโทษได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อยู่โยง (๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อยู่โยง

          อยู่โยง มีความหมายว่า อยู่เฝ้าสถานที่แต่ผู้เดียว

          คำว่า โยง ในที่นี้น่าจะมาจากหลักโยงในการละเล่นของเด็ก. หลักโยง เดิมหมายถึงหลักที่มีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ เช่นหลักโยงเรือเพื่อป้องกันมิให้เรือลอยหายไป. ในสมัยก่อนมีการลงโทษด้วยการมัดมือโยงไว้กับเสาแล้วเฆี่ยนตี. ในการละเล่นของเด็กหลักโยงไม่จำเป็นต้องมีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ แต่ก็เข้าใจกันอยู่ในทีว่าผู้ที่อยู่หลักโยง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อยู่โยง จะต้องอยู่กับที่ในบริเวณหลักโยงนั้น จะออกนอกบริเวณไม่ได้. ส่วนผู้เล่นคนอื่น ๆ จะสามารถออกนอกบริเวณหลักโยงได้หมด. อยู่โยง จึงนำมาใช้ในความหมายว่าไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่เฝ้าที่นั่น เช่น วันนี้ไม่มีใครอยู่หรอก ออกไปเที่ยวกันหมด เหลือฉันอยู่โยงคนเดียว.  นาน ๆ จะมีงานใหญ่ ๆ อย่างนี้ พวกเธอไปเที่ยวกันให้สนุกเถอะ พี่อยู่โยงเฝ้าบ้านให้เอง.

          คำว่า อยู่โยง อาจใช้ว่า เฝ้าโยง ก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จรรยาบรรณ (๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยาบรรณ

          จรรยาบรรณ (อ่านว่า จัน-ยา-บัน)  จรรยาบรรณ ประกอบด้วยคำว่า จรรยา (อ่านว่า จัน-ยา) แปลว่า ความประพฤติ หรือกิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ กับคำว่า บรรณ (อ่านว่า บัน) ซึ่งหมายถึง หนังสือ.

          จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ และรักษาชื่อเสียงของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับ ก.พ.  จรรยาบรรณของนักวิจัยกำหนดโดยสภาวิจัยแห่งชาติ.

          คำว่า จรรยาบรรณ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า code of conduct (อ่านว่า โค้ด อ๊อฟ คอน-ดักต์) มีที่ใช้เช่น ครูที่มีจรรยาบรรณจะต้องไม่นำข้อสอบออกมาเผยแพร่ก่อนการสอบ.นักหนังสือพิมพ์ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือว่าไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อายุขัย (๔ มกราคม ๒๕๕๑)

อายุขัย

          อายุขัย  เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต ประกอบด้วยคำว่า อายุ และ ขัย

          อายุ เป็นคำนาม แปลว่า เวลาที่ดำรงชีวิตอยู่ เวลาชั่วชีวิต หรือระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนถึงเวลาที่กล่าวถึง

          ขัย แปลว่า ความสิ้นไป ความเสื่อมไป 

          เมื่อรวมเป็น อายุขัย จึงแปลว่า ความสิ้นไปแห่งอายุ ความหมดไปแห่งอายุ หมายถึง ความตาย นิยมใช้กับคำว่า ถึง หรือ สิ้น เป็น ถึงอายุขัย สิ้นอายุขัย เช่น คนเราเมื่อถึงอายุขัยก็ย่อมล่วงลับไปเป็นธรรมดา

          คำว่า อายุขัย ยังมีความหมายว่า จำนวนปีที่คาดคะเนว่าคนจะมีอายุอยู่ได้ เช่น การพัฒนาทางการแพทย์ ทำให้คนมีอายุขัยยาวขึ้นกว่าแต่ก่อน. ผู้หญิงมีอายุขัยมากกว่าผู้ชาย.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ประพรม (๑๔ มกราคม ๒๕๕๑)

ประพรม

          คำว่า ประพรม ประกอบด้วยคำว่า ประ กับ พรม

          คำว่า ประ แปลว่า ทำให้เป็นจุด ๆ เช่น ตีเส้นประ. เขาอาบน้ำแล้วประแป้งเป็นลายไปทั้งตัว.  คำว่า พรม หมายถึง เอาสิ่งที่เป็นน้ำประโปรยให้น้ำนั้นกระจายออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เช่น พระภิกษุพรมน้ำมนต์ให้เป็นมงคล. เอาน้ำพรมผ้าก่อนรีด.

          ประพรม เป็นคำซ้อน และเป็นคำที่ต้องออกเสียงหนักทั้ง ๒ พยางค์ หมายความว่า ประและพรม. ใช้แก่การประโปรยน้ำมนต์หรือน้ำอบเพื่อความเป็นสิริมงคลหรือเพื่อเป็นการพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สมเด็จพระสังฆราชทรงประพรมน้ำมนต์ให้ทหารที่จะเดินทางไปช่วยรบในต่างประเทศ. เขาเอาน้ำอบประพรมอัฐิของบิดาแล้วโปรยดอกไม้และเงินก่อนนำไปลอยทะเล.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เอาปูนหมายหัว (๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

เอาปูนหมายหัว

          เอาปูนหมายหัว  เป็นสำนวน หมายถึง เชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นไปตามที่คาดหมายไว้ มักใช้ในทางไม่ดี เช่น เด็กคนนี้สอบทีไรได้ที่โหล่ทุกที เอาปูนหมายหัวไว้ได้เลย.

          สำนวน เอาปูนหมายหัว กาญจนาคพันธุ์อธิบายมูลเหตุของสำนวนนี้ว่ามาจากความเชื่อของคนไทยสมัยโบราณ. ถ้าเด็กตายตั้งแต่อายุยังน้อยผู้ใหญ่จะเอาปูนมาแต้มไว้ที่หน้าผากหรือตามตัว เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า หากบุตรที่มาเกิดใหม่มีปานในตำแหน่งที่ได้ป้ายปูนไว้กับบุตรคนที่ตายไปก็จะได้มั่นใจว่าได้บุตรคนเดิมมาเกิดใหม่

          เอาปูนหมายหัว เดิมหมายถึง เอาปูนแดงทำเครื่องหมายไว้ให้เป็นที่สังเกตได้ เมื่อกลายเป็นสำนวนหมายถึง คาดหมายว่าจะต้องเป็นไปตามที่คิดไว้ และใช้ในทางไม่ดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อาเพศ (๓ มกราคม ๒๕๕๑)

อาเพศ

          อาเพศ หมายความว่า ที่ผิดปรกติ เหตุผิดปรกติที่เกิดขึ้น. เหตุผิดปรกตินั้นถือเป็นลางว่าจะเกิดสิ่งชั่วร้ายต่อไป เช่น กล้วยออกปลีตรงกลางต้น บางคนว่าเป็นเหตุอาเพศให้ตัดทิ้งเสีย แต่บางคนก็ว่าเป็นของแปลกเป็นของหายาก ควรจะเก็บไว้ เจ้าของเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี.

          คำว่า อาเพศ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แปลว่า เหตุที่เกิดขึ้นอย่างผิดปรกติวิสัย ถือว่าเป็นลางไม่ดี. คำว่า อาเพศ น่าจะมาจากคำว่า อาเวศ (อ่านว่า อา-เว-สะ) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ไม่เป็นทรวดทรง ทรวดทรงที่ไม่เป็นปรกติ. ภาษาไทยใช้ในความหมายว่า เหตุผิดปรกติที่เกิดขึ้นเป็นลางบอกว่าจะเกิดสิ่งชั่วร้ายต่อไป

          คำว่า อาเพศ สะกดด้วยตัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.