จรรยา-จรรยาบรรณ (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยา-จรรยาบรรณ

          คำว่า จรรยา กับ จรรยาบรรณ มีความหมายคล้ายกัน คือหมายถึง สิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติในฐานะที่เป็นสมาชิกของหมู่คณะหรือกลุ่มอาชีพ ดังตัวอย่างว่า แพทย์ต้องมีจรรยาแพทย์หรือจรรยาบรรณของแพทย์ เช่น ต้องไม่เปิดเผยความลับของคนไข้. ครูต้องมีจรรยาครูหรือจรรยาบรรณของครู เช่น ต้องไม่นำข้อสอบมาเปิดเผยก่อนสอบ.

          อย่างไรก็ตาม คำว่า จรรยา และ จรรยาบรรณ มีความหมายต่างกันอยู่ในบางแง่.  จรรยา อาจใช้กับบุคคลทั่วไปก็ได้ มีความหมายกว้างกว่าและเบากว่า จรรยาบรรณ เช่น พ่อแม่สอนให้ลูกมีจรรยามารยาทเรียบร้อย. ส่วน จรรยาบรรณ มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากกว่า หนักแน่นกว่า เอาจริงเอาจังมากกว่า คือหมายถึงกฎที่ต้องประพฤติหลายข้อ ที่มักเขียนรวมไว้ให้สมาชิกในกลุ่มอาชีพปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจมีความผิดและถูกลงโทษได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อยู่โยง (๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)

อยู่โยง

          อยู่โยง มีความหมายว่า อยู่เฝ้าสถานที่แต่ผู้เดียว

          คำว่า โยง ในที่นี้น่าจะมาจากหลักโยงในการละเล่นของเด็ก. หลักโยง เดิมหมายถึงหลักที่มีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ เช่นหลักโยงเรือเพื่อป้องกันมิให้เรือลอยหายไป. ในสมัยก่อนมีการลงโทษด้วยการมัดมือโยงไว้กับเสาแล้วเฆี่ยนตี. ในการละเล่นของเด็กหลักโยงไม่จำเป็นต้องมีเชือกหรือผ้าเกี่ยวไว้ แต่ก็เข้าใจกันอยู่ในทีว่าผู้ที่อยู่หลักโยง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อยู่โยง จะต้องอยู่กับที่ในบริเวณหลักโยงนั้น จะออกนอกบริเวณไม่ได้. ส่วนผู้เล่นคนอื่น ๆ จะสามารถออกนอกบริเวณหลักโยงได้หมด. อยู่โยง จึงนำมาใช้ในความหมายว่าไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่เฝ้าที่นั่น เช่น วันนี้ไม่มีใครอยู่หรอก ออกไปเที่ยวกันหมด เหลือฉันอยู่โยงคนเดียว.  นาน ๆ จะมีงานใหญ่ ๆ อย่างนี้ พวกเธอไปเที่ยวกันให้สนุกเถอะ พี่อยู่โยงเฝ้าบ้านให้เอง.

          คำว่า อยู่โยง อาจใช้ว่า เฝ้าโยง ก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จรรยาบรรณ (๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๐)

จรรยาบรรณ

          จรรยาบรรณ (อ่านว่า จัน-ยา-บัน)  จรรยาบรรณ ประกอบด้วยคำว่า จรรยา (อ่านว่า จัน-ยา) แปลว่า ความประพฤติ หรือกิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ กับคำว่า บรรณ (อ่านว่า บัน) ซึ่งหมายถึง หนังสือ.

          จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ และรักษาชื่อเสียงของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับ ก.พ.  จรรยาบรรณของนักวิจัยกำหนดโดยสภาวิจัยแห่งชาติ.

          คำว่า จรรยาบรรณ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า code of conduct (อ่านว่า โค้ด อ๊อฟ คอน-ดักต์) มีที่ใช้เช่น ครูที่มีจรรยาบรรณจะต้องไม่นำข้อสอบออกมาเผยแพร่ก่อนการสอบ.นักหนังสือพิมพ์ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือว่าไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ประพรม (๑๔ มกราคม ๒๕๕๑)

ประพรม

          คำว่า ประพรม ประกอบด้วยคำว่า ประ กับ พรม

          คำว่า ประ แปลว่า ทำให้เป็นจุด ๆ เช่น ตีเส้นประ. เขาอาบน้ำแล้วประแป้งเป็นลายไปทั้งตัว.  คำว่า พรม หมายถึง เอาสิ่งที่เป็นน้ำประโปรยให้น้ำนั้นกระจายออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เช่น พระภิกษุพรมน้ำมนต์ให้เป็นมงคล. เอาน้ำพรมผ้าก่อนรีด.

          ประพรม เป็นคำซ้อน และเป็นคำที่ต้องออกเสียงหนักทั้ง ๒ พยางค์ หมายความว่า ประและพรม. ใช้แก่การประโปรยน้ำมนต์หรือน้ำอบเพื่อความเป็นสิริมงคลหรือเพื่อเป็นการพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สมเด็จพระสังฆราชทรงประพรมน้ำมนต์ให้ทหารที่จะเดินทางไปช่วยรบในต่างประเทศ. เขาเอาน้ำอบประพรมอัฐิของบิดาแล้วโปรยดอกไม้และเงินก่อนนำไปลอยทะเล.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เอาปูนหมายหัว (๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

เอาปูนหมายหัว

          เอาปูนหมายหัว  เป็นสำนวน หมายถึง เชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นไปตามที่คาดหมายไว้ มักใช้ในทางไม่ดี เช่น เด็กคนนี้สอบทีไรได้ที่โหล่ทุกที เอาปูนหมายหัวไว้ได้เลย.

          สำนวน เอาปูนหมายหัว กาญจนาคพันธุ์อธิบายมูลเหตุของสำนวนนี้ว่ามาจากความเชื่อของคนไทยสมัยโบราณ. ถ้าเด็กตายตั้งแต่อายุยังน้อยผู้ใหญ่จะเอาปูนมาแต้มไว้ที่หน้าผากหรือตามตัว เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า หากบุตรที่มาเกิดใหม่มีปานในตำแหน่งที่ได้ป้ายปูนไว้กับบุตรคนที่ตายไปก็จะได้มั่นใจว่าได้บุตรคนเดิมมาเกิดใหม่

          เอาปูนหมายหัว เดิมหมายถึง เอาปูนแดงทำเครื่องหมายไว้ให้เป็นที่สังเกตได้ เมื่อกลายเป็นสำนวนหมายถึง คาดหมายว่าจะต้องเป็นไปตามที่คิดไว้ และใช้ในทางไม่ดี

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อาเพศ (๓ มกราคม ๒๕๕๑)

อาเพศ

          อาเพศ หมายความว่า ที่ผิดปรกติ เหตุผิดปรกติที่เกิดขึ้น. เหตุผิดปรกตินั้นถือเป็นลางว่าจะเกิดสิ่งชั่วร้ายต่อไป เช่น กล้วยออกปลีตรงกลางต้น บางคนว่าเป็นเหตุอาเพศให้ตัดทิ้งเสีย แต่บางคนก็ว่าเป็นของแปลกเป็นของหายาก ควรจะเก็บไว้ เจ้าของเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี.

          คำว่า อาเพศ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แปลว่า เหตุที่เกิดขึ้นอย่างผิดปรกติวิสัย ถือว่าเป็นลางไม่ดี. คำว่า อาเพศ น่าจะมาจากคำว่า อาเวศ (อ่านว่า อา-เว-สะ) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ไม่เป็นทรวดทรง ทรวดทรงที่ไม่เป็นปรกติ. ภาษาไทยใช้ในความหมายว่า เหตุผิดปรกติที่เกิดขึ้นเป็นลางบอกว่าจะเกิดสิ่งชั่วร้ายต่อไป

          คำว่า อาเพศ สะกดด้วยตัว

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

อมเลือดอมฝาด (๒๔ มกราคม ๒๕๕๑)

อมเลือดอมฝาด

          อมเลือดอมฝาด  เป็นสำนวน หมายถึง หน้ามีสีเลือด มีผิวพรรณผุดผ่องเพราะมีสุขภาพดี เช่น พักนี้เธอดูดีขึ้นมาก หน้าชักจะอมเลือดอมฝาดขึ้นแล้ว ไม่ซีดเซียวเหมือนเมื่อก่อน.

          หน้าอมเลือด หมายถึง หน้าแดงเรื่อ ๆ มีสีเลือด แสดงว่าเป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคภัย

          อมฝาด กาญจนาคพันธุ์อธิบายว่า เกิดจากการนำคำอธิบายเนื้อหมากมาเปรียบ ถ้าผ่าหมากออกดูแล้วเนื้อเป็นสีซีดก็เรียกว่าหมากหน้าจืด กินไม่อร่อย แต่ถ้าผ่าออกดูแล้วมีสีแดงอมส้มเรียกว่าหมากหน้าฝาด นิยมกันว่ากินดี กินอร่อย

          เลือด กับ ฝาด มักใช้คู่กันเป็นคำสร้อยหมายถึง เลือด เช่น สีเลือดสีฝาด  อมเลือดอมฝาด   มีเลือดมีฝาด

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ถอนสายบัว (๑๓ มกราคม ๒๕๕๑)

ถอนสายบัว

          ถอนสายบัว เป็นท่าแสดงความเคารพของผู้หญิงที่แสดงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์. การถอนสายบัวต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงความเคารพสูงสุดที่ออกมาจากใจ. ผู้ถอนสายบัวควรยืนตรงให้เห็นความตั้งใจที่จะแสดงความเคารพก่อน แล้วจึงชักเท้าข้างใดข้างหนึ่งไปข้างหลัง พร้อม ๆ กับย่อขาอีกข้างหนึ่งและก้มศีรษะลง มือทั้งสองปล่อยลงข้างตัว หรือจะรวบไว้ด้านหน้าอย่างเป็นธรรมชาติก็ได้. ที่สำคัญ ควรนิ่งอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วจึงยืดตัวขึ้น  ไม่ควรทำอย่างลุกลนหรือทำอย่างรีบร้อน ซึ่งจะดูไม่เป็นการทำความเคารพ.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

เอะอะมะเทิ่ง (๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

เอะอะมะเทิ่ง

          เอะอะมะเทิ่ง หมายถึง ส่งเสียงดังเอ็ดตะโรไม่เกรงใจผู้อื่น เช่น อย่าเอะอะมะเทิ่งไปหน่อยเลย อายชาวบ้านเขา. พูดกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องเอะอะมะเทิ่งเลย.

          คำว่า มะเทิ่ง ที่อยู่หลังคำ เอะอะ บางคนคิดว่าเติมเข้าไปโดยไม่มีความหมายพิเศษ แต่บางคนก็เชื่อว่ามีความหมาย เช่น กาญจนาคพันธุ์ สันนิษฐานไว้ว่า มะเทิ่ง เป็นชื่อของชาวเมืองตะเกิงคนหนึ่ง ซึ่งมีภรรยารูปงามชื่อเม้ยมะนิก มีอาชีพขายแป้งกับน้ำมัน. วันหนึ่ง พระยาน้อยโอรสพระเจ้าช้างเผือก กรุงหงสาวดี เสด็จประพาสชมตลาดที่เมืองตะเกิง เห็นเม้ยมะนิกซึ่งมาขายแป้งกับน้ำมันมีรูปงาม ก็พาไปเป็นชายา. มะเทิ่งจึงไปถวายฎีกาต่อพระเจ้าช้างเผือกที่กรุงหงสาวดี. การส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรจึงใช้ว่า เอะอะเหมือนมะเทิ่ง หรือ เอะอะเป็นมะเทิ่ง แล้วกร่อนเป็น เอะอะมะเทิ่ง

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.