คลื่นใต้น้ำ (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

คลื่นใต้น้ำ

          ในขณะนี้มีการใช้คำว่า คลื่นใต้น้ำ ในทางการเมืองอยู่บ่อย ๆ หมายถึง เหตุการณ์ที่มีความเคลื่อนไหวจากสาเหตุที่ไม่เปิดเผย แต่ภายนอกดูเหมือนสงบเรียบร้อย และหมายถึงกลุ่มคนที่แอบเคลื่อนไหวเพื่อดำเนินการที่รุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง.

         คำว่า คลื่นใต้น้ำ เดิมมีความหมายทางภูมิศาสตร์ ซึ่งราชบัณฑิตยสถานบัญญัติให้ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า swell (อ่านว่า สะเวล) หมายถึง คลื่นในมหาสมุทรที่มีช่วงคลื่นยาวสม่ำเสมอและยอดเรียบ เคลื่อนตัวมาจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ไกลมาก. คลื่นใต้น้ำเป็นคลื่นที่มองเห็นไม่ชัดเมื่ออยู่ในทะเลลึก แต่เมื่อเคลื่อนที่ถึงฝั่งจึงเป็นคลื่นขนาดใหญ่ ชาวเรือถือว่าเป็นสัญญาณบอกเหตุจะเกิดพายุ.


ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 

ตาปลา (๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

ตาปลา

          ส่วนของผิวหนังซึ่งด้านเป็นไตแข็งคล้ายตาของปลา มักจะเกิดที่นิ้วเท้าและฝ่าเท้าโดยตรงบริเวณใกล้โคนนิ้วเท้า เนื่องจากมีการเสียดสีหรือกดเป็นเวลานาน เรื้อรัง ร่างกายจึงสร้างหนังกำพร้าขึ้นมารองรับหลายชั้น บางครั้งกดก็เจ็บ
          เมื่อเหยียบถูกตาปลาจะเจ็บมาก จึงเกิดเป็นสำนวนว่า “เหยียบตาปลา” หมายความว่า ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปกระทบปมด้อยหรือเรื่องที่เขาไม่พอใจและฝังใจอยู่ ทำให้ไม่พอใจ หงุดหงิด และเจ็บใจ เช่น เธอไปเหยียบตาปลานายเขาเข้าหรือ เขาถึงได้ถูกย้าย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

แพรก (๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

แพรก

          คำว่า “แพรก” มีความหมาย ๒ อย่าง ความหมายอย่างแรกเป็นชื่อหญ้าชนิดหนึ่ง คือ หญ้าแพรก ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปรู้จักกันดี ความหมายอย่างที่ ๒ คือ ทางแยกของลำน้ำ ทำนองเดียวกับคำว่า ”แพร่ง” ซึ่งเป็นทางแยกบนบก

          เราจะพบคำว่า “แพรก” ในชื่อสถานที่บางแห่ง เช่น ปากแพรก เป็นชื่อตำบลในอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อนี้หมายถึงบริเวณปากทางแยกที่จะไปตามลำน้ำแควใหญ่ได้สายหนึ่งและตามลำน้ำแควน้อยได้อีกสายหนึ่ง บริเวณนั้นถ้ามองในแง่ว่า เป็นจุดที่แม่น้ำ ๒ สายไหลมาบรรจบกันก็ตรงกับความหมายของคำว่า “สบ” (เขียน ส เสือ บ ใบไม้ อ่านว่า สบ) แต่ในที่นี้มองในแง่ของเส้นทางเดินทางที่เป็นทางแยกของลำน้ำ จึงใช้คำว่า “แพรก”

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.


ผีพุ่งไต้ (๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

ผีพุ่งไต้

          ในเวลากลางคืนเดือนมืด บางครั้งเรามองเห็นวัตถุในท้องฟ้าพุ่งผ่านไปในอากาศอย่างรวดเร็ว คล้ายดวงไฟสุกสว่าง แล้วดับหายไป คนโบราณเรียกว่า “ผีพุ่งไต้” (คำว่า ไต้ ใช้สระไอไม้มลาย) ส่วนคนปัจจุบันเรียกว่า “ดาวตก” หรือ “อุกกาบาต” (อ่านว่า อุก-กา-บาด) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีสันสกฤตว่า “อุกฺกา” กับคำว่า “บาต”. อุกฺกา แปลว่า คบเพลิง ส่วน บาต แปลว่า ตก. อันที่จริงคำว่า ผีพุ่งไต้ เป็นคำที่เหมาะสม เพราะในสมัยโบราณเราใช้ไต้สำหรับจุดไฟให้แสงสว่างหรือทำเชื้อเพลิง เมื่อเกิดมีดาวตกซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า ผีพุ่งไต้ หมายถึง คบไฟหรือดวงไฟที่ผีพุ่งผ่านไปในท้องฟ้า.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

บูกิต (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

บูกิต

          คำว่า บูกิต เป็นคำภาษามลายู หมายถึง ภูเขา ไทยรับเอาคำนี้มาใช้เรียกชื่อสถานที่หลายแห่งในภาคใต้ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา เช่น บ้านบูกิตจือแร ที่ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส.

          คำว่า บูกิต บางทีก็เพี้ยนเสียงไปเป็น บูเกะ หรือ บูเก๊ะ เช่น ชื่อบ้านบูเกะบือราแง ที่ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และชื่อภูเขาบูเก๊ะบูลือยอ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาสกับอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา.

          ที่น่าสนใจคือ ชื่อจังหวัดภูเก็ต ก็สันนิษฐานว่าเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า บูกิต เช่นกัน เพราะที่จังหวัดนั้นมีภูเขาตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองด้วย เผอิญเสียงที่เพี้ยนไปนี้มีคำว่า ภู ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง ภูเขา จึงมีความหมายเข้ากันได้พอดี.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คนหลังเขา (๗ มีนาคม ๒๕๕๐)

คนหลังเขา

          คนหลังเขา หมายถึง คนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร คนโง่เซ่อ เพราะอยู่ไกลถึงหลังเขา แต่โบราณมาคนที่อยู่ป่าอยู่เขามักจะไม่ได้รับข่าวสาร ไม่รู้เรื่องความเป็นไปของบ้านเมือง ไม่ได้รับความรู้ทางวิทยาการหรือเทคโนโลยีใด ๆ ไม่ทราบความก้าวหน้าของโลก ก็เป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันคนอยู่แล้วยิ่งถ้าอยู่หลังเขาก็ยิ่งไกลออกไปอีก ความไม่รู้ ไม่ทันคน ไม่ทันความก้าวหน้าของโลกก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ 

          สรุปว่า คนหลังเขา คือคนที่โง่เพราะไม่รู้ เช่น คุณไม่คิดตามข่าวคราว ไม่เรียนรู้วิทยาการอะไร ก็จะเป็นคนหลังเขา


ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.