การเมือง-การบ้านการเมือง (๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑)

การเมือง-การบ้านการเมือง

          การเมือง หมายถึง กิจการที่เกี่ยวกับรัฐหรือแผ่นดินเช่นการดำเนินนโยบายเพื่อบริหารประเทศ เช่น คนที่ทำงานการเมืองต้องเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม. นักการเมืองต้องเป็นคนมือสะอาด. คำว่า การเมือง นี้ใช้อย่างไม่เป็นทางการ หมายถึง มีการกระทำอันมีเจตนาอื่นแฝงอยู่ เช่น เขาป่วยการเมืองเมื่อรู้ว่าวันนี้จะต้องนำเสนอเรื่องสำคัญในที่ประชุมใหญ่. เมื่อนำคำว่า การบ้าน มาใช้เข้าคู่กับคำว่า การเมือง เป็น การบ้านการเมือง มีความหมายว่า กิจการบ้านเมืองทั่ว ๆ ไป เช่น เธอเป็นคนยังไง ไม่สนใจการบ้านการเมืองบ้างเลย หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน ข่าวโทรทัศน์ก็ไม่ดู แล้วจะรู้หรือเปล่าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองบ้าง.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ปฏัก (๔ กันยายน ๒๕๕๑)

ปฏัก

          ปฏัก เป็นไม้ถือสำหรับตีต้อนวัวควาย หรือบังคับให้เข้าเทียมแอกเทียมไถ. ลักษณะเป็นท่อนกลม มักทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดพอ ๆ กับไม้ตะพด ความยาวประมาณ ๒ ศอก หรือ ๑ เมตร ปลายข้างหนึ่งเสียบเหล็กปลายแหลมให้เหลือปลายโผล่ประมาณ ๓ เซนติเมตร. ถ้าวัวหรือควายดื้อ จะถูกตีด้วยด้ามปฏัก แต่ถ้ายังคงดื้อหรือบังคับไม่ได้ ก็จะใช้ปลายข้างเสียบเหล็กแหลมแทงที่บริเวณสะโพกพอเจ็บ

          โดยเหตุที่ปฏักเป็นของที่ใช้ปราบวัวควายที่ดื้อ คนสมัยก่อนจึงมีคำกล่าวปรามเด็กที่ดื้อ ตักเตือน หรือคาดโทษแล้วยังไม่หลาบจำ ว่า “ดื้ออย่างนี้ต้องลงปฏักเสียบ้าง”

          คำ ปฏัก บางทีใช้ว่า ประตัก

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ปลอบ (๒๕ กันยายน ๒๕๕๑)

ปลอบ

          ปลอบ แปลว่า พูดเอาอกเอาใจให้คลายอารมณ์ขุ่นมัว คลายเศร้าโศก เช่น เด็กหกล้มเจ็บจึงร้องไห้ พี่ชายก็เข้ามาปลอบ. แม่ปลอบลูกให้หายโยเย. เขาปลอบภรรยาให้คลายกังวล. คำว่า ปลอบ อาจใช้ว่า ปลอบโยน ก็ได้.

          ถ้าใช้ ปลอบขวัญ จะมีความหมายว่า บำรุงขวัญให้มีกำลังใจ เช่น เขาไปแข่งขันแต่งกลอนไม่ได้รางวัล แม่จึงให้รางวัลปลอบขวัญลูกและให้พยายามใหม่.

          คำว่า ปลอบ ถ้าออกเสียงไม่มีเสียงควบกล้ำ จะกลายเป็น ปอบ หมายถึง ผีที่เชื่อว่าสิงในตัวคนแล้วจะกินตับไตไส้พุงของผู้นั้นจดหมด แล้วก็ออกไป ทำให้ผู้นั้นตาย.

          คำว่า ปลอบ กับ ปอบ จึงควรพูดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ผิดความหมาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

ถอยกันคนละก้าว (๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑)

ถอยกันคนละก้าว

          ถอยกันคนละก้าว เป็นสำนวน หมายความถึง อาการที่คู่กรณีซึ่งพิพาทกันต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนกันคนละนิดเพื่อความสงบสุข ประนีประนอม เช่น เขาว่าเธอเอาเปรียบ เธอก็ว่าเขาโกง ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเรื่องก็คงไม่จบ ถอยกันคนละก้าวดีไหม. ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาชนะกันฝ่ายเดียว ไม่ยอมถอยกันคนละก้าว ก็คงไม่สามารถจะเจรจากันได้.

          คนที่ไม่ถูกกัน ถ้ามาเผชิญหน้ากันก็อาจจะด่าว่า หรือทำร้ายกันได้. เมื่อต่างฝ่ายต่างถอยแม้เพียงคนละก้าวเดียว ก็จะทำให้ไม่ถึงเนื้อถึงตัวกัน ไม่ทำร้ายกัน ทำให้เรื่องสงบได้. ถอยกันคนละก้าว จึงเป็นสำนวน หมายความว่า ยอมให้กันคนละนิด หรือลดความโกรธแค้นอาฆาตลงคนละนิดเพื่อความสงบสุข

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

จิ่ม-จิ้ม (๕ ตุลาคม ๒๕๕๑)

จิ่ม-จิ้ม

          คำว่า จิ่ม กับ จิ้ม เสียงคล้ายกัน แต่ใช้ในกรณีต่างกัน

          จิ่ม หมายถึง ทำให้ล่วงเข้าไปแต่น้อย มักใช้กับการนั่งและการใส่กลอนเป็นต้น เช่น คนนั่งเต็มอัฒจันทร์หมด พอเขาเห็นที่ว่างพอจิ่มก้นได้หน่อยหนึ่ง ก็รีบเข้าไปนั่ง. เจ้าของบ้านใส่กลอนประตูจิ่มไว้นิดเดียว เพียงเขาผลักเบา ๆ ประตูก็เปิดออก

          ส่วน จิ้ม ใช้ได้หลายความหมาย เช่นหมายถึง ใช้สิ่งที่มีปลายแหลมแทงเข้าไปพอให้ติดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น ใช้ส้อมจิ้มผลไม้. หมายถึง ใช้นิ้วหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งกด เช่น เขาพิมพ์ดีดไม่คล่อง ต้องจิ้มทีละนิ้ว. ลูกเอามือจิ้มพุงพ่อ. หมายถึง ใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจุ่มลงไปในของเหลวเป็นต้น เพื่อให้ติดสิ่งนั้นขึ้นมา เช่น คุณยายชอบกินผักจิ้มน้ำพริก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

เกะกะ-ระเกะระกะ (๔ ตุลาคม ๒๕๕๑)

เกะกะ-ระเกะระกะ

           คำว่า เกะกะ กับ ระเกะระกะ มีความหมายต่างกัน. เกะกะ หมายถึง กีดขวาง เช่น ทางเท้าบางแห่งเดินไม่สะดวกเลย เพราะพ่อค้าแม่ค้าตั้งของขายเกะกะทางเดินไปหมด. ตำรวจจับผู้ที่จอดรถเกะกะขวางทางจราจร.

          คำว่า ระเกะระกะ มีความหมายไม่เหมือน เกะกะ. ระเกะระกะ หมายถึง รก ไม่เป็นระเบียบ กระจัดกระจาย เช่น เมืองบางเมืองไม่น่าอยู่เลย เพราะมีตึกรามบ้านช่องระเกะระกะไม่มีระเบียบเต็มไปหมด. พายุที่พัดเมื่อคืนทำให้ต้นไม้ล้มระเกะระกะไปหมด. แม่สอนลูกให้เก็บของเล่นเป็นที่เป็นทาง ไม่วางระเกะระกะ.

          เกะกะ กับ ระเกะระกะ มีความหมายต่างกัน เมื่อจะใช้ควรใช้ให้ถูกความหมาย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

 

แผนผัง-แผนภาพ (๓ ตุลาคม ๒๕๕๑)

แผนผัง-แผนภาพ

          แผนผัง และ แผนภาพ ทั้ง ๒ คำ มีความหมายเหมือนกัน คือหมายถึง ภาพจำลองที่ใช้ลายเส้นหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ของสิ่งที่มีโครงสร้าง แต่คำทั้งสองมีความหมายต่างกันบางประการ กล่าวคือ แผนผัง มักใช้กับสถานที่ อาคาร ที่อยู่อาศัย เช่น ตำรวจเขียนแผนผังที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน. แผนผังที่อยู่อาศัยของชุมชนนี้แสดงให้เห็นความหนาแน่นของประชากร.

          ส่วน แผนภาพ ใช้ทั่วไปและใช้แสดงความสัมพันธ์ของส่วนประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือแสดงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต่างกันก็ได้ เช่น แผนภาพแสดงส่วนประกอบของรถยนต์. แผนภาพแสดงความแตกต่างของคนไทยกับคนญี่ปุ่นในการใช้จ่าย. แผนภาพแสดงปัจจัยของความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาเอก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.