คนหลังเขา (๗ มีนาคม ๒๕๕๐)

คนหลังเขา

          คนหลังเขา หมายถึง คนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร คนโง่เซ่อ เพราะอยู่ไกลถึงหลังเขา แต่โบราณมาคนที่อยู่ป่าอยู่เขามักจะไม่ได้รับข่าวสาร ไม่รู้เรื่องความเป็นไปของบ้านเมือง ไม่ได้รับความรู้ทางวิทยาการหรือเทคโนโลยีใด ๆ ไม่ทราบความก้าวหน้าของโลก ก็เป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันคนอยู่แล้วยิ่งถ้าอยู่หลังเขาก็ยิ่งไกลออกไปอีก ความไม่รู้ ไม่ทันคน ไม่ทันความก้าวหน้าของโลกก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ 

          สรุปว่า คนหลังเขา คือคนที่โง่เพราะไม่รู้ เช่น คุณไม่คิดตามข่าวคราว ไม่เรียนรู้วิทยาการอะไร ก็จะเป็นคนหลังเขา


ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ม่อน (๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

ม่อน

          คำว่า ม่อน เป็นคำภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง ภูเขา หรือ เนินเขา ส่วนมากเป็นภูเขาหรือเนินเขาที่มีขนาดไม่สูงใหญ่มากนัก หากเป็นภูเขาขนาดสูงใหญ่มักใช้คำว่า “ดอย”

          ตัวอย่างของสถานที่ซึ่งมีคำว่า “ม่อน” ประกอบ ได้แก่ ม่อนเปี๊ยะ เป็นภูเขาในตำบลแม่สาย อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สูง ๖๖๐ เมตร ม่อนวัด เป็นภูเขาในตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย สูง ๙๐๐ เมตร ม่อนข้าวหลาม เป็นภูเขาในตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สูงเพียง ๕๐๓ เมตร

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 

ตระพัง (๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

  ตระพัง

         คำว่า ตระพัง มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมรว่า “ตรฺพำง” (อ่านว่า ตรอเปียง) แปลว่า บ่อหรือสระน้ำที่ขุดขึ้นไทยเรารับเอาคำนี้มาใช้ในความหมายเดียวกัน แต่แปลงเป็นหลายรูปแบบ เช่น ตระพัง ตะพัง สะพัง กะพัง หรือ พัง. ส่วนใหญ่เป็นชื่อของสระน้ำในบริเวณสถานที่ หรือโบราณสถานที่เคยได้รับอิทธิพลจากขอมหรือเขมรโบราณ เช่น ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ ๔ แห่ง เรียกชื่อว่า ตระพังเงิน ตระพังทอง ตระพังสอ และตระพังตะกวน ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ก็มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง เรียกชื่อว่า สะพังนาก.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 

โคโยตี้ (๕ มีนาคม ๒๕๕๐)

โคโยตี้

          คำว่า โคโยตี้ หมายถึง การเต้นรำท่าทางยั่วยวนที่ผู้เต้นคิดท่าเอง และอาจหมายถึงผู้หญิงสาวที่หารายได้จากการเต้นรำดังกล่าวด้วย คำนี้มาจากคำภาษาอังกฤษว่า c-o-y-o-t-e (ซี-โอ-วาย-โอ-ที-อี)อ่านออกเสียงไม่เหมือนกับในภาษาไทย คือแบบอังกฤษออกเสียงว่า คอยโย้ต หรือ แบบอเมริกันออกเสียงว่า คายโยตี้ ซึ่งมีความหมายว่า หมาป่าชนิดหนึ่ง คำนี้แรกเริ่มเป็นคำในภาษาอินเดียนแดงเผ่านะว้าทึ่ล (Nahuatl) ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณประเทศเม็กซิโก ออกเสียงว่า คอ-ยอ-ตึ้ล แปลว่า สุนัขร้องเพลง ภาษาสเปนถิ่นเม็กซิโกยืมคำนี้มาใช้ และภาษาอังกฤษในอเมริกายืมมาจากสเปนอีกต่อหนึ่ง ความหมายก็เปลี่ยนไปจากสุนัขร้องเพลง เป็นหมาป่า เข้าใจว่าคำ โคโยตี้ ในภาษาไทยมาจากชื่อภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง “Coyote Ugly” (โค-โย-ตี้-อั๊ก-ลี่).

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

สบ (๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

  สบ

         คำว่า สบ (เขียน ส เสือ บ ใบไม้) ในทางภูมิศาสตร์หมายถึง จุดหรือบริเวณที่ลำน้ำตั้งแต่ ๒ สายขึ้นไปไหลมาพบกันหรือบรรจบกัน. มีสถานที่หลายแห่งที่มีคำว่า สบ เป็นคำประกอบ ซึ่งมีความหมายดังกล่าวนี้ เช่น สบรวก เป็นชื่อหมู่บ้านในตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นบริเวณที่แม่น้ำรวกไหลไปลงแม่น้ำโขง สบเมย เป็นชื่อตำบลในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นบริเวณที่แม่น้ำเมยไหลไปลงแม่น้ำสาละวิน และสามสบ เป็นชื่อบริเวณที่ลำน้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำบีคี่ใหญ่ ห้วยซองกะเลีย และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

แฟนคลับ (๔ มีนาคม ๒๕๕๐)

แฟนคลับ

         คำว่า แฟนคลับ (แฟน-ขฺลับ) เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษว่า fanclub (แฟน-คฺลับ) ซึ่งประกอบด้วยคำว่า fan (แฟน) หมายถึง คนที่ชอบหรือคลั่งไคล้คนที่มีชื่อเสียง กับคำว่า club (คฺลับ) หมายถึง กลุ่มคน ชมรม สโมสร 

          คำว่า club (คฺลับ) ในภาษาอังกฤษ และคำที่ภาษาไทยยืมมาเป็น “ขฺลับ” นั้น ออกเสียงควบกล้ำ ล ลิง ด้วยกันทั้งคู่

          คำว่า “แฟนคลับ” (แฟน-ขฺลับ) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีความสนใจและชื่นชอบบุคคลผู้มีชื่อเสียง แฟนคลับ (แฟน-ขฺลับ) เป็นคำศัพท์ที่เพิ่งมีใช้เมื่อไม่นานมานี้ เช่นในประโยคว่า ดารานักร้องมักเอาใจ แฟนคลับมากเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ชะวากทะเล (๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

ชะวากทะเล

          คำว่า ชะวากทะเล คำ เป็นศัพท์บัญญัติทางภูมิศาสตร์ คำ ชะวากทะเล นี้ สะกดว่า ช ช้าง สระอะ ว แหวน สระอา ก ไก่ มีความหมายตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า estuary (อ่านว่า เอสชูเออรี่) หมายถึง ปากแม่น้ำที่มีลักษณะผายกว้างออก จนแลดูคล้ายอ่าวขนาดเล็กแล้วค่อย ๆ สอบเรียวเข้าไปภายในพื้นแผ่นดิน. มักพบอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่เกิดการยุบตัวลงของเปลือกโลกในพื้นที่ส่วนนั้น

          ในประเทศไทย ไม่มีปากแม่น้ำสายใดที่จัดเป็นชะวากทะเล ยกเว้นปากแม่น้ำกระบุรี ซึ่งกั้นเขตแดนไทย-พม่าในเขตจังหวัดระนอง มีลักษณะใกล้เคียงกับชะวากทะเล คือ มีบริเวณปากแม่น้ำกว้างมาก แต่ในแผนที่สากลยังคงเรียกว่า ปากแม่น้ำกระบุรี หรือ ปากแม่น้ำปากจั่น ไม่เรียกว่า ชะวากทะเล.

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 

แฟน (๓ มีนาคม ๒๕๕๐)

แฟน

          คำว่า แฟน ในภาษาไทยเป็นคำที่มีหลายความหมาย คือ อาจหมายถึงคนที่ชอบหรือคลั่งไคล้คนหรือสิ่งของที่มีชื่อเสียง หรือที่เป็นที่ปรารถนาทั่วไป เช่น แฟนบอล แฟนเพลง แฟนดารา แฟนนักกีฬา นอกจากนั้น แฟน ยังอาจหมายถึง คู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน เช่นพูดว่า สองคนนั้นเป็นแฟนกันมาตั้ง ๑๐ ปีแล้ว ยังไม่คิดจะแต่งงานกันเลย ในปัจจุบัน มีหลายคนใช้คำว่า แฟน ในความหมาย สามี หรือ ภรรยา อีกด้วย

          คำว่า แฟน เป็นคำที่มาจากคำภาษาอังกฤษ fan (เอฟ-เอ-เอ็น) ออกเสียงว่า “แฟน” หมายถึง คนที่ชอบหรือคลั่งไคล้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำนี้มาจากคำว่า fanatic (แฟ-เน-ติก) ซึ่งหมายถึง
คลั่งไคล้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

แฟชั่น (๒ มีนาคม ๒๕๕๐)

แฟชั่น

          คำว่า แฟชั่น หมายถึง สมัยนิยม แบบ หรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เช่นในประโยคว่า ตอนนี้แฟชั่นผมสั้นกำลังมาแรง คนที่วิ่งตามแฟชั่นต้องเสียเงินซื้อของใหม่อยู่เรื่อย คำว่า แฟชั่น มาจากคำภาษาอังกฤษ f-a-s-h-i-o-n (เอฟ-เอ-เอส-เอช-ไอ-โอ-เอ็น) ออกเสียงว่า “แฟเชิ่น” ซึ่งมีความหมายไม่ต่างกับคำในภาษาไทย แต่ออกเสียงต่างกัน คือในภาษาอังกฤษมีเสียง sh (เอส-เอช) ซึ่งต่างจากเสียง ช ช้าง ในภาษาไทย ในภาษาอังกฤษลงเสียงเน้นหนักในพยางค์แรก แต่ในภาษาไทยเสียงเน้นหนักอยู่ตรงพยางค์ที่ ๒ จะเห็นได้ว่า คำภาษาอังกฤษเมื่อนำมาใช้เป็นคำไทยแล้วก็ต้องออกเสียงตามเสียงภาษาไทย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย”  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.