สนธยา (๒๑ กันยายน ๒๕๕๒)

สนธยา

          สนธยา เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤตว่า สํธฺยา (อ่านว่า สัม-ทะ -ยา) แปลว่า รอยต่อของเวลา มีจำนวน ๓ รอยต่อ คือ รอยต่อของกลางคืนกับกลางวัน รอยต่อของครึ่งวันเช้ากับครึ่งวันบ่าย และรอยต่อของกลางวันกับกลางคืน. รอยต่อของกลางวันกับกลางคืน เรียกว่า สายัณห์สนธยา

          ภาษาไทยนำคำว่า สายัณห์สนธยา มาแยกเป็น สายัณห์ คำหนึ่ง หมายถึง เวลาเย็นใกล้ค่ำ และ สนธยา อีกคำหนึ่ง หมายถึงเวลาโพล้เพล้หรือเวลาพลบค่ำซึ่งเป็นรอยต่อของกลางวันกับกลางคืน

          ในตำนานของอินเดียมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสนธยาว่า เป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง เป็นธิดาของพระพรหม และเป็นชายาของพระศิวะ

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ฎีกา (๑) (๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒)

ฎีกา (๑)

          ฎีกา มาจากคำในภาษาบาลีว่า ฏีกา (อ่านว่า ตี-กา) ฎีกาเป็นชื่อประเภทหนังสือที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายคัมภีร์อรรถกถาหรือคัมภีร์ภาษาบาลีอื่นที่แต่งขึ้นสมัยหลัง เช่น ฎีกาวิสุทธิมรรค (อ่านว่า ดี-กา-วิ -สุด-ทิ -มัก) เป็นฎีกาที่อธิบายคัมภีร์วิสุทธิมรรค.  ฎีกาคาถาพาหุง เป็นฎีกาที่อธิบายคาถาพาหุง.

          ในภาษาไทยนอกจากจะมีความหมายตามภาษาบาลีแล้ว ฎีกา ยังมีความหมายอื่นอีกหลายความหมาย ความหมายแรกหมายถึง คำร้องทุกข์ที่ราษฎรผู้ใดผู้หนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ เช่น ขุนช้างถวายฎีกาแด่พระพันวษาเพื่อร้องทุกข์เรื่องพระไวยลอบขึ้นเรือนลักพานางวันทอง. ความหมายที่ ๒ เป็นคำเรียกศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศไทย ว่า ศาลฎีกา. ความหมายที่ ๓ หมายถึง ฟ้องให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินมาแล้ว แต่คู่กรณียังไม่ยอมรับ หรือกฎหมายกำหนดว่าคดีนั้นจะต้องฎีกา

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.