ลงหิน โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

ลงหิน

          ลงหิน คือ เครื่องใช้ที่ทำด้วยทองเหลือง ซึ่งเป็นโลหะผสมทองแดงกับดีบุก หล่อเป็นแผ่นกลม ๆ แล้วตีขึ้นรูปเป็นภาชนะ เช่น ขัน.

          ช่างที่ทำเครื่องลงหิน เรียกกันว่า ช่างบุ.

          เครื่องลงหินมักทำเป็นขันขนาดต่าง ๆ เรียกว่า ขันลงหิน. การทำขันลงหิน เป็นงานอย่างหนึ่งในงานหลายอย่างของ ช่างบุ. คำว่า บุ แปลว่า ตี. ช่างบุจะใช้ค้อนรูปและขนาดต่าง ๆ ตีแผ่นทองเหลืองให้ได้รูปตามที่ต้องการ แล้วขัดผิวด้วยหินให้เรียบเป็นมัน. ด้วยวิธีการที่ใช้หินขัดให้ขันมันเป็นเงาวาวนี่เองที่ทำให้เรียกเครื่องทองเหลืองแบบนี้ว่า เครื่องลงหิน.

           เครื่องทองเหลืองปัจจุบันทั่วไปมักใช้วิธีหล่อ จึงไม่เรียกว่า เครื่องลงหิน.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

วัยวุฒิ โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

วัยวุฒิ

          วัยวุฒิ (ไว-ยะ-วุด)  ประกอบด้วยคำว่า วย ซึ่งหมายถึง ช่วงหนึ่ง ๆ ของอายุ กับคำว่า วุฑฺฒิ ซึ่ง ภาษาไทยใช้ว่า วุฒิ หมายถึง ความเจริญ ภูมิรู้ ความงอกงาม. วัยวุฒิ แปลว่า ความเป็นผู้ใหญ่ด้วยอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุถึงวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว.

          เชื่อกันว่าผู้ที่มีวัยวุฒิมากกว่าหรือมีอายุมากกว่า มักมีประสบการณ์มากกว่า เพราะได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มามากกว่า ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า จึงมักได้รับความไว้วางใจและได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำ.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

โลกทัศน์ โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

โลกทัศน์

          โลกทัศน์ (โลก-กะ-ทัด)  ประกอบด้วยคำว่า โลก กับคำว่า ทัศน์ แปลตามศัพท์ว่า การมองโลก การมองเห็นโลก การรู้จักโลก. ใช้หมายถึง ทัศนะ หรือ ความคิดของผู้ใดผู้หนึ่งเกี่ยวกับโลกและสังคมของประชากรโลก เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วหรือที่อาจจะเกิดขึ้นในโลก.

          คำว่า โลกทัศน์ เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า world view เช่น ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้โลกทัศน์ของเขาเกี่ยวกับคนในชุมชนแออัดเปลี่ยนไป. ถ้าคุณไม่รู้จักเปิดใจรับความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่บ้าง โลกทัศน์ของคุณก็จะแคบไปและคุณจะปรับตัวเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ยาก.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

โยนกลอง โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

โยนกลอง

          โยนกลอง (โยน-กฺลอง)  เป็นสำนวน หมายความว่า ปัดภาระไปให้ผู้อื่น ปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น เช่น เรื่องความผิดของพระภิกษุนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกี่ยวกับศรัทธาความเชื่อถือของประชาชน ถ้าไม่จัดการให้เด็ดขาด ตรงไปตรงมา คนนั้นก็ไม่จัดการ คนนี้ก็ไม่ตัดสิน มัวแต่โยนกลองกันไปโยนกลองกันมา จะทำให้ผู้คนเบื่อหน่าย จะเกิดผลเสียแก่พระศาสนา.

          สำนวน โยนกลอง นั้น สันนิษฐานว่ามีที่มาจากการตีกลองร้องฎีกา. เมื่อมีราษฎรมาตีกลองร้องทุกข์ เรื่องที่ร้องทุกข์เป็นเรื่องของกระทรวงใด เจ้ากระทรวงนั้นก็ต้องรับผิดชอบในการไต่สวนและพิจารณาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร. เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับเรื่อง โยนให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้อื่น จึงเกิดเป็นสำนวนว่า โยนกลอง.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน