พูดให้หมดเปลือก โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

พูดให้หมดเปลือก


          พูดให้หมดเปลือก หมายถึง พูดหรือบอกเล่าเรื่องราวให้หมดสิ้นเนื้อความหรือข้อมูลเพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งชัดเจน ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย เช่น เธอสองคนมีข้อบาดหมางคลางแคลงใจอะไร วันนี้เป็นโอกาสดีแล้ว มาพูดกันเสียให้หมดเปลือก ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องกลัว จะได้เข้าใจกันเสียที.  สำนวนนี้เปรียบเทียบการพูดกับการปอกผลไม้ เช่น ปอกมะม่วง ปอกลูกตาลอ่อน ต้องปอกเปลือกให้หมด เหลือแต่เนื้อเกลี้ยงเกลา จึงจะดูน่ารับประทาน และรับประทานได้อร่อย ไม่ระคายปากและไม่มีรสฝาดของเปลือกมาปน.

          การพูดหรือบอกเล่าให้หมดข้อมูล หมดเนื้อความก็จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องได้แจ่มแจ้ง และถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงใช้เป็นสำนวนว่า พูดให้หมดเปลือก.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

พระชนมพรรษา-พระชนมายุ โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

พระชนมพรรษา-พระชนมายุ

          คำว่า พระชนมพรรษา (พฺระ-ชน-มะ-พัน-สา)  แปลว่า ขวบปีที่เกิด อายุ. เป็นคำราชาศัพท์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ. ใช้ว่า มีพระชนมพรรษา หรือ ทรงเจริญพระชนมพรรษา เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา.

          คำว่า ปี สำหรับอายุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใช้ว่า พรรษา. ถ้าเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระบรมราชกุมารี คำว่า อายุ ใช้ว่า พระชนมายุ ส่วนคำว่า ปี ใช้ว่า พรรษา เช่นเดียวกัน. เช่น ปีนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระชนมายุ ๔๓ พรรษา.

ผู้เขียน  ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

โปร่งใส โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

โปร่งใส


          โปร่งใส หมายความว่า ที่แสงผ่านได้หมด. วัตถุต่าง ๆ มีสมบัติให้แสงผ่านได้ไม่เท่ากัน วัตถุบางอย่าง เช่น หิน ผ้าดำ แสงผ่านไม่ได้เลย เรียกว่า ทึบแสง. วัตถุบางอย่าง เช่น กระจกฝ้า แสงผ่านได้บางส่วน เรียกว่า โปร่งแสง. วัตถุบางอย่างแสงผ่านได้หมดหรือเกือบหมด เรียกว่า โปร่งใส เช่น กระจกใส น้ำกลั่น. จึงอาจมองผ่านวัตถุประเภทนี้แล้วเห็นทะลุได้ตลอด.

          ลักษณะโปร่งใสนี้ ได้นำมาเปรียบกับการปฏิบัติหรือการบริหารงานที่ตรงไปตรงมา เที่ยงธรรมและถูกต้อง สามารถเปิดเผยได้ ตรวจสอบได้ เช่น
การใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินต้องโปร่งใส. การตัดสินผลการสอบคัดเลือกต้องโปร่งใสชัดเจน ผู้สอบมีสิทธิ์ขอดูคะแนนและตรวจสอบได้.

ผู้เขียน  ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

พระพาหา โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

พระพาหา

          คำว่า แขน เมื่อเป็นราชาศัพท์ ใช้ว่า พระพาหา ก็ได้ พระกร ก็ได้. แต่เมื่อเรียกแต่ละส่วน พระพาหาจะหมายถึง ต้นแขน ส่วนพระกร จะหมายถึงส่วนที่ต่ำกว่าข้อศอกลงมา. ส่วนของแขนมีคำเรียก เรียงลงมาจากไหล่ ดังนี้ คือ พระอังสา (ไหล่) พระอังสกุฎ (จะงอยบ่า) พระพาหา (ต้นแขน) พระกโประ (ข้อศอก) พระกร (แขนท่อนล่าง) ข้อพระกร (ข้อมือ) พระหัตถ์ (มือ) อุ้งพระหัตถ์ (อุ้งมือ) นิ้วพระหัตถ์ หรือพระองคุลี (นิ้วมือ) และ พระนขา (เล็บ).

ผู้เขียน  ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

พุ่ม โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

พุ่ม

          พุ่ม คือสิ่งที่มีลักษณะกลม ยอดแหลม มองดูคล้ายมือที่พนม เป็นโครงรูปในการจัดสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องบูชา เช่น พุ่มดอกไม้ พุ่มเทียน พุ่มข้าวบิณฑ์. การจัดสิ่งของเพื่อบูชาพระ หรือเพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่ ตามวัฒนธรรมไทยนิยมใส่พาน โตก โต๊ะ หรือถาด ตามความเหมาะสมของสิ่งที่ใส่ และตามฐานันดรศักดิ์ของผู้รับ. เมื่อนำพุ่มไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงใส่พานเพื่อให้สมพระเกียรติ เช่น ประชาชนถวายพุ่มเงินพุ่มทองเป็นราชสักการะในวันเฉลิมพระชนมพรรษา.

          สิ่งที่ถวาย คือ พุ่ม ไม่ใช่ พานพุ่ม จึงไม่ควรเรียกว่า พานพุ่ม.

ผู้เขียน : ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

พระกัณฐมณี โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

พระกัณฐมณี

          พระกัณฐมณี (พฺระ-กัน-ถะ-มะ-นี)  เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า ลูกกระเดือก เป็นคำที่เพิ่งปรากฏในตำราราชาศัพท์ ซึ่งสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ โดยนำมาจากพจนานุกรมของ Apte.

          คำว่า พระกัณฐมณี ประกอบด้วยคำว่า พระกัณฐ + มณี. กัณฐ แปลว่า คอ มณี แปลว่า แก้ว กัณฐมณี แปลว่า แก้วที่คอ หมายถึง ลูกกระเดือก. เป็นการใช้คำ ในลักษณะเปรียบเทียบ.

ผู้เขียน  ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

มาฆบูชา โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

มาฆบูชา

          คำว่า มาฆบูชา (มา-คะ-บู-ชา)  แปลตามศัพท์ว่า การบูชาในวันที่พระจันทร์เคลื่อนผ่านดาวฤกษ์ชื่อ มฆะ เรียกกันว่า พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓.

          เมื่อครั้งพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ ประการ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า จาตุรงคสันนิบาต คือ พระภิกษุ ๑๒๕๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย พระภิกษุเหล่านั้นล้วนบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง พระภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ และวันนั้นพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์. ในวันนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ซึ่งมีชื่อว่า โอวาทปาฏิโมกข์ (โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก)  แก่พระภิกษุที่มาชุมนุมกันนั้น.

          คำว่า มาฆบูชา เป็นคำสมาส มาฆ เขียนไม่มีรูปสระ ะ แต่ออกเสียง สระ อะ เต็มเสียงว่า มา-คะ-บู-ชา.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน