การกลับมาของยามักการ (๒)

อย่างไรก็ตาม พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเห็นว่า ยามักการน่าจะมีหน้าที่ได้อีกอย่างหนึ่ง ดังพระดำริที่ว่า

“ในการยืมคำจากต่างประเทศนั้น ในสมัยนี้ มักจะนิยมใช้ศัพท์ให้ตรงกับอักขรวิธีในภาษาเดิม แม้จะอ่านออกหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ดูไม่ค่อยจะนิยมใช้ไม้ทัณฑฆาตการันต์ ของไทยเราดูนิยมใช้พินทุ์ จุดข้างล่างแทน ซึ่งที่แท้ ถ้าจะใช้ควรจะใช้แทน ๎ ซึ่งเป็นเครื่องหมายให้ออกเสียงพยัญชนะ โดยไม่มีเสียงสระประกอบ…” (พระอัจฉริยลักษณ์ด้านภาษาศาสตร์ ของ พลตรี พระเจ้าวงวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๔ หน้า ๘๘)

ซึ่งแสดงว่าเครื่องหมายยามักการใช้กำกับพยัญชนะที่ยังออกเสียงได้ ส่วนทัณฑฆาตนั้นไม่ควรใช้เลย เพราะเป็นเครื่องหมาย “ฆ่าเสียง”

การใช้เครื่องหมายยามักการกำกับพยัญชนะที่ยังออกเสียงได้นี้เคยปรากฏมาแล้ว ใน คำภีร์สรรพพจนานุโยค แสมูเอ็ล๎ เจ. สมิท A Comprehensive Anglo-Siamese Dictionary by Samuel J. Smith (สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๕๔๒) ซึ่งเป็นพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ฉบับแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏข้อความดังนี้ (ตัวสะกดตามแบบเดิม)

England n. อิงแคลนด๎ ประเทศพวกอิงคลิซ๎.

English a อิงคลิซ๎ สำหรับประเทศฤๅคนประเทศอิงแคลนด๎. n. ชาวประเทศอิงแคลนด๎; ภาษาอิงคลิซ๎ฤๅประเทศอิงแคลนด๎ แลวงษ์วาณเขาในประเทศอินเดีย อะเม็ริกะ แลประเทศอื่น.

สมิท มิได้ใช้คำว่า อังกฤษ หรือ เองแคลน แบบคนไทย แต่เขาใช้คำว่า อิงแคลนด๎ กับ อิงคลิซ๎ เครื่องหมายที่กำกับ ด เด็ก กับ ซ โซ่ อยู่นั้น ไม่ใช่เครื่องหมายทัณฑฆาต ( ) แต่เป็นเครื่องหมาย ยามักการ ( ๎ )

การใช้เครื่องหมายยามักการของหมอสมิทนั้นมีจุดประสงค์ที่แน่นอน ไม่ใช่นำมาใช้แทนเครื่องหมายทัณฑฆาต และยังสะท้อนให้เห็นวิธีการสอนภาษาอังกฤษให้แก่คนไทยในสมัยนั้นอีกด้วย

หมอสมิทสอนว่า ตัวสะกดในคำภาษาอังกฤษนั้นต้องออกเสียงด้วย ถ้ามีตัวสะกดหลายตัวก็ต้องออกเสียงทุกตัว ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่มีตัวสะกดเพียงเสียงเดียว และไม่ออกเสียง

หมอสมิทแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเครื่องหมายยามักการ (ยำมการ) มากำกับเหนือพยัญชนะตัวสะกดที่ต้องออกเสียงด้วย ดังในคำว่า land แลนด๎ ซึ่งมี น หนู เป็นตัวสะกด ส่วน ด เด็ก นั้นก็ต้องออกเสียงด้วย

ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ คอลัมน์ มองไทยใหม่ เคยนำเสนอความคิดเรื่องการนำยามักการกลับมาใช้ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการอ่านคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ดังเช่นคำว่า “เกมส์” ซึ่งมีผู้ออกเสียง ส เสือ เล็กน้อย ทั้งๆ ที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับ “ฆ่าเสียง” ไปเรียบร้อยแล้ว ดังในคำว่า “หงส์”

มีผู้เสนอว่า ให้ขยายเกณฑ์การใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตออกเป็นเป็น ๒ อย่างคือ ถ้าคำนั้นเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาบาลีสันสกฤตไม่ต้องออกเสียง แต่ถ้ายืมมาจากภาษาอังกฤษให้ออกเสียงได้นิดหนึ่ง

กฎเกณฑ์เช่นนี้อาจจะทำให้การอ่านภาษาไทยยุ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้องจำให้ได้ว่า คำที่จะอ่านนั้นมาจากภาษาอะไร ซึ่งมิใช่วิสัยของผู้ใช้ภาษาทั่วไป

 

คําบางคำไม่มีเครื่องหมายใดๆ กำกับเลยก็ยังออกเสียงไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ภาษาจำได้ว่ายืมมาจากภาษาใด เช่น “นุช” กับ “บุช” ในปัจจุบันนี้ คำว่า “นุช” ออกเสียงเป็น “นุด” แต่คำว่า “บุช” มักจะมีการออกเสียงข้างท้ายเล็กน้อย เพราะผู้ใช้ภาษาทราบว่ามาจากคำว่า “Bush”

เครื่องหมายยามักการจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะ “เกมส๎” ออกเสียงต่างจาก “หงส์” และ “นุช” ออกเสียงต่างจาก “บุช๎”

ท่านผู้รู้หลายท่านลงความเห็นว่า การจะนำยามักการกลับมาใช้นั้นคงเป็นเรื่องยาก เพราะนอกจากยามักการจะหายหน้าหายตาไปนาน จนผู้ใช้ภาษาปัจจุบันแทบจะไม่รู้จักแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะพิมพ์ได้ด้วย ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วข้างต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สำนักพิมพ์บางแห่งในปัจจุบันนี้ได้พยายามนำยามักการกลับมาใช้อีก ดังที่ปรากฏในงานแปลเรื่อง ไหม ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ และในอีกหลายๆ เรื่อง

มีคำชี้แจงจากสำนักพิมพ์ว่า “ได้นำเครื่องหมายยามักการมาใช้เพื่อกำหนดการออกเสียงครึ่งเสียง โดยเฉพาะคำที่ถ่ายเสียงจากภาษาต่างประเทศ” ซึ่งออกเสียงเช่นนั้น ดังในคำว่า แอร๎เว ฌองกูร๎ โฟลแบร๎ แบร๎เบ็ก แปร๎โน แวร๎เดิง เมตซ๎ มาดามบลองช๎ ปาสเตอร๎ เซ็นต์ปีเตอร์ส๎เบิร์ก ชาร๎ดอนเน

ในระหว่างที่ค้นข้อมูลเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ศิษย์เก่าสตรีสาร” หลายคน เพื่อยืนยันการใช้เครื่องหมายยามักการที่ปรากฏใน สตรีสาร ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่า ชื่อ Gladys ถอดออกเป็น “แก๎ลดีส” โดยใช้เครื่องหมายยามักการกำกับพยัญชนะตัวแรกของเสียงควบกล้ำ ป้องกันไม่ให้อ่านคำนี้ว่า [แกนดีด] ถ้าตอนนั้นใส่ให้เต็มยศว่า “แก๎ลดีส๎” คำนี้ก็จะออกได้ทั้งเสียงควบกล้ำและเสียง ส เสือ ข้างท้าย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ของเครื่องหมายยามักการ

แต่จะช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน